June 27, 2021

ประวัติศาสตร์บอลพรีเมียร์ลีก: การย้ายทีมเพื่อแชมป์พรีเมียร์ลีกและทางเลือกของ แฮร์รี่ เคน | TunGame

ทันเกม เล่าถึงประวัติศาสตร์ของบอลพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นเรื่องราวของการย้ายทีมเพื่อแชมป์บอลพรีเมียร์ลีก และทางเลือกที่ตัดสินใจยากที่สุดและสำคัญที่สุดของแฮร์รี่ เคน | ทันเกม
3 mins

การเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษหรือ พรีเมียร์ลีก ย่อมเป็นความใฝ่ฝันของนักเตะระดับท็อปทุกคน แต่ถ้าหากทีมต้นสังกัดไม่สามารถตอบสนองต่อถ้วยรางวัลได้ ทางลัดของนักเตะในการสู่การเป็นแชมป์ที่ง่ายที่สุด คือ การย้ายทีมไปสู่ทีมที่ใหญ่กว่าและมีโอกาสลุ้นแชมป์มากกว่า แต่นั่น หมายถึง การหักหลัง ทรยศ และการต่อต้านจากแฟนบอล ที่เห็นนักเตะที่ตัวเองชื่นชอบทิ้งทีมไป นับเป็นสิ่งที่นักฟุตบอลคนหนึ่งต้องเจอกับทางแยกที่ยากที่สุดในชีวิตในอาชีพ นั่นคือ ความสำเร็จ เงินทอง หรือตำนานของทีม

ในครานี้ อาจเป็นช่วงเวลาที่ตัดสินใจยากสุดและสำคัญที่สุดของ แฮร์รี่ เคน กองหน้าเดอะแบก กัปตันทีม และเด็กปั้นของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่เป็นทีมที่ปั้นและให้โอกาส อดีตเด็กอ้วน แฮร์รี่ เคน กลายมาเป็นกองหน้าระดับท็อปของพรีเมียร์ลีกและสตาร์ทีมชาติอังกฤษได้

ในอดีต มีหลายครั้งที่ นักเตะระดับสตาร์ที่เป็นไอค่อนของทีมต้องแบกทั้งผลงานการเล่นและถูกคาดหวังจากแฟนบอลเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเจอกับผิดหวังจากการไร้แชมป์เป็นเวลานาน อย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ก็เคยเจอช่วงเวลาสับสนนี้แต่สุดท้ายอยู่กับทีมต่อไป หรือ บางทีก็ต้องตัดสินใจที่จะหันหลังให้ทีมและไปสู่ทีมที่ได้ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก

มาดูกันว่ามีใครบ้างที่ตัดสินใจย้ายทีมสุดท้ายจนได้แชมป์พรีเมียร์ลีกที่ใฝ่ฝัน

 

1. ประวัติศาสตร์บอลพรีเมียร์ลีก : เอริก คันโตน่า (ลีดส์ ยูไนเต็ด ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปี 1992 ค่าตัว 1.2 ล้านปอนด์)

การย้ายไปสู่ทีมที่ถือว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจที่เป็นอริทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและฟุตบอล อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือเป็นเรื่องที่รับไม่ได้สำหรับแฟนบอล ลีดส์ ยูไนเต็ด

อันที่จริง เอริก คันโตน่า เคยได้แชมป์ลีกสูงสุดกับ ลีดส์ ยูไนเต็ดในปี 1991-1992 แล้ว อย่างไรก็ตาม เขาไม่ใช่กองหน้าตัวหลักของทีมในปีที่ได้แชมป์ โดยลงเล่นไปเพียง 15 นัดในลีกเท่านั้น

เอริก คันโตน่า ได้ย้ายทีมสู่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในเดือนพฤศจิกายน ปี 1992 และสุดท้ายได้แชมป์พรีเมียร์ทันที

ก่อนที่จะแขวนสตั้ดไปอย่างช็อคโลกในปี 1997 เอริก คันโตน่า คว้าแชมป์พรีเมียร์รวม 4 ครั้งและ เอฟเอ คัพ 2 ครั้ง

 

2. ประวัติศาสตร์บอลพรีเมียร์ลีก : เท็ดดี้ เชอริ่งแฮม (ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปี 1997 ค่าตัว 3.5 ล้านปอนด์)

ตลอด 4 ฤดูกาลที่อยู่ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เชอริ่งแฮม ทำได้ถึง 76 ประตู และคว้าดาวซัลโวของลีกสูงสุดได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก อย่างไรก็ตามตลอดช่วงเวลาที่อยู่กับทีม เท็ดดี้ เชอริ่งแฮม มือเปล่า ช่วยทีมได้อย่างมากก็แค่ผ่านเข้ารอบตัดเชือก เอฟ เอ คัพ

ในช่วงเวลานั้น ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ห่างเหินกับตำแหน่งแชมป์ลีกสูงสุดมา 30 ปี (ครั้งสุดท้ายคือ ปี 1960) และได้อย่างมากก็แชมป์ เอฟเอ คัพ ในปี 1991 นั่นทำให้ น้าหมี เท็ดดี้ เชอริ่งแฮม วัย 31 ปี ตัดสินใจย้ายค่ายมาทีมดังแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ ในปี 1997  โดยแฟนบอล ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ไม่พอใจเป็นอย่างมาก โดยตราหน้าเท็ดดี้ เชอริ่งแฮม ว่า Judas หรือไอ้คนทรยศ

หลังจากการย้ายทีม เท็ดดี้ เชอริ่งแฮม ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากแทบจะทันที โดยมีส่วนช่วยในการทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยติดและอยู่ในชุดแชมป์ตำนาน ทริปเปิ้ลแชมป์ ปี 1999 อีกด้วย โดยทีเด็ดคือ การยิงประตูตีเสมอในช่วงทดเจ็บกับบาเยิร์น มิวนิค ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกปี 1999

 

3. ประวัติศาสตร์บอลพรีเมียร์ลีก : โซล แคมป์เบล (ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ไป อาร์เซนอล ปี 2001 ค่าตัว ฟรี)

หนึ่งในการย้ายทีมที่แสบที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก โดยเป็นการย้ายทีมจากทีมที่ปั้นเขามา ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ไปคู่แข่งนอร์ท ลอนดอน อย่างอาร์เซน่อล แถมเป็นการย้ายทีมที่ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ไม่ได้ค่าตัวสักแดงเดียวจากกองหลังตัวหลักของทีมชาติอังกฤษ

เหตุผลการย้ายทีม คือ โซล แคมป์เบล ให้เหตุผลว่าต้องการได้เล่นฟุตบอลยุโรปสม่ำเสมอ

ก่อนหน้านี้ โซล แคมป์เบล เคยสัมภาษณ์ว่า ไม่มีทางไปเล่นให้กับอาร์เซนอลแน่นอน โดยภายหลังจากนั้นแฟนบอลท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ มอบตำแหน่ง Judas คนใหม่แทนที่ เท็ดดี้ เชอริ่งแฮม ไปเลย

แต่ได้หาแคร์ไม่ โซล แคมป์เบล ก็ได้แชมป์พรีเมียร์ ลีก กับอาร์เซนอลทันที ในปี 2001

 

4. ประวัติศาสตร์บอลพรีเมียร์ลีก : ริโอ เฟอร์ดินานด์ (ลีดส์ ยูไนเต็ด ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปี 2002 ค่าตัว 30 ล้านปอนด์)

ริโอ เฟอร์ดินานด์ เป็นเด็กปั้นของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด โดยถูก ลีดส์ ยูไนเต็ด ซื้อตัวมาด้วยค่าตัวสูงถึง 18 ล้านปอนด์ในปี 2000 ก่อนที่จะก้าวมาเป็นกัปตันทีมพลังหนุ่ม ลีดส์ ยูไนเต็ด ในปี 2001

ลีดส์ ยูไนเต็ด ห่างหายจากการเป็นแชมป์มาถึง 10 ปี แต่ด้วยทีมที่หนุ่มแน่น เล่นสไตล์ดุดัน ไม่กลัวใคร ทำให้ดูดีมีอนาคตมากในช่วงเวลานั้น อย่างไรก็ตาม ด้วยการบริหารจัดการที่แย่ ทำให้ทีมมีปัญหาการเงิน

 ริโอ เฟอร์ดินานด์ วัย 24 ปีในตอนนั้น ไม่ได้อยากย้ายทีม แต่เนื่องด้วยปัญหาการเงินของทีมจึงต้องจำใจขายให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เสนอค่าตัวเป็นสถิติสูงสุดในเกาะอังกฤษและเป็นกองหลังค่าตัวแพงสุดในโลกด้วย

หลังจาก ริโอ เฟอร์ดินานด์ ก็ได้แชมป์พรีเมียร์ ลีกทันทีในปี 2002 โดยตลอดการค้าแข้งที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ท 12 ปี ริโอ ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกถึง 6 สมัย

 

5. ประวัติศาสตร์บอลพรีเมียร์ลีก : ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ (ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปี 2008 ค่าตัว 30 ล้านปอนด์)

สเปอร์อีกแล้ว คราวนี้เป็นกองหน้าอาร์ทตัวพ่ออย่าง ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ที่ในตอนนั้นเป็นกองหน้าเนื้อหอมสุดๆ หลังพาท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ คว้าแชมป์ลีก คัพแล้วยิงถล่มทลาย

ด้วยสไตล์การเล่นและการยิงประตูที่คม ทำให้เขาได้รับการติดต่อจากทีมเงินหนาอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่เจ้าตัวในวัย 28 ปีเลือก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพราะต้องการได้แชมป์มากกว่าเงิน

โดยหลังจากย้ายมาสู่ทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เบอร์บาตอฟ ก็คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีกในปี 2009 นั้นทันที

 

6. ประวัติศาสตร์บอลพรีเมียร์ลีก : ไมเคิล โอเว่น (นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปี 2009 ค่าตัว ฟรี)

อดีตเด็กปั้นของทีม ลิเวอร์พูลและตำนานสโต๊ค ซิตี้ เป็นกองหน้าระดับทีมชาติอังกฤษและคว้ารางวัลส่วนตัวมามากมาย อย่าง บัลลงดอร์ ปี 2001 แต่ไม่เคยได้ลิ้มรสการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเสียที

ถึงแม้ไม่ใช่การย้ายทีมจาก ลิเวอร์พูล ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยตรง แต่ด้วยความที่เป็นเด็กปั้นของลิเวอร์พูลและน่าจะเป็นไอดอลของแฟนบอลลิเวอร์พูล ไม่แพ้สตีเว่น เจอร์ราร์ด การได้เห็น โอเว่น ย้ายทีมไปหาทีมคู่แข่งเหมือนการโดนตบหน้าเข้าอย่างจัง

ในตอนนั้น ไมเคิล โอเว่น วัย 29 ปี ที่มีอาการเจ็บบ่อยครั้ง ที่ถึงจะไม่ได้เป็นตัวจริงให้กับทีมและไม่สามารถได้แชมป์พรีเมียร์ในปีแรกที่เข้ามา แต่ในที่สุด โอเว่นก็สามารถคว้าแชมป์กับทีมได้เสียทีในปี 2011 โดยลงไปเพียง 11 นัดในลีกในปีนั้น

 

7. ประวัติศาสตร์บอลพรีเมียร์ลีก : โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ (อาร์เซนอล ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปี 2012 ค่าตัว 22 ล้านปอนด์)

โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ อยู่กับทีมอาร์เซนอลมา 8 ปีและเป็นกองหน้าระดับท็อปของพรีเมียร์ ลีก โดย ยิงไปถึง 96 ประตูจาก 194 นัด คว้ารางวัลส่วนตัวอย่างรองเท้าทองคำและพีเอฟเอ ในปี 2011 แต่ผลงานความสำเร็จอย่างมากก็ได้เพียง เอฟเอ คัพ ในปี 2004 ซึ่งเขาเป็นเพียงแค่ดาวรุ่งด้วยซ้ำ็น

โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ในตอนนั้น อายุ 29 ปีแล้ว เป็นกัปตันทีมและความหวังสูงสุดของทีม และเหลือสัญญากับทีมเพียง 1 ปี เจ้าตัวได้เจรจากับอาร์เซนอล อย่างไรก็ดี ต่อมาเจ้าตัวประกาศว่าจะไม่ต่อสัญญากับทีม

ฟาน เพอร์ซี่ ย้ายมาแล้วก็คว้าแชมป์ทันทีในปี 2013 โดยถือเป็น จิ๊กซอว์สำคัญในการคว้าแชมป์สมัยที่ 20 ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเป็นการปิดฉากการคุมทีมอย่างสวยงามของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

 

ทางเลือกของ แฮร์รี่ เคน

แฮร์รี่ เคน จะมีอายุครบ 28 ปี ในเดือนกรกฎาคมนี่ นั่นหมายความว่า เขาอยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพแล้วและต้องมีความสำเร็จเป็นถ้วยรางวัลมาประดับบารมีได้แล้ว

ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ภายใต้การทำทีมของ โจเซ่ มูรินโญ่ มีสิทธิ์ที่จะไม่ได้ไปลุยแชมป์เปี้ยน ลีก 2 ปีติด และถึงแม้ว่าปีนี้จะได้เข้าชิง ลีก คัพ แต่นั่นก็เป็นการเจอแมนเชสเตอร์ ซิตี้ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ และถึงได้แชมป์ก็ไม่แน่ว่าจะตอบสนองต่อความต้องการแชมป์ระดับสูงสุดของเคนได้หรือไม่

เคน เหลือสัญญาถึงปี 2024 นั่นหมายความว่า ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะขายเหมือนกัน ฉะนั้นการจะย้ายทีมครั้งนี้ แฮร์รี่ เคน ต้องแจ้งขึ้นบัญชีซื้อขาย ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ค่าตัวของเคนย่อมไม่ธรรมดา

เป็นที่คาดการณ์ว่า แดลเนียล เลวี่ ต้องการค่าตัวเป็นสถิติของเกาะอังกฤษนั่นคือ 150 ล้านปอนด์ มาดูกันว่า เคน ควรเลือกไปที่ไหนดี

1. แมนเชสเตอร์ ซิตี้

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้ เป๊ป กวาดิโอล่า แทบจะการันตีการลุ้นแชมป์ทุกรายการ สามารถตอบสนองความต้องการของเคนได้อย่างแน่นอน โดย เจมี โอฮาร่า อดีดมิดฟิลด์รุ่นพี่ของเคน ให้สัมภาษณ์ว่า เคนไม่น่าจะอยู่กับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ในฤดูกาลหน้า และจุดหมายของเคน ควรไปที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะไม่มีกองหน้าเทพ อย่าง เซอร์จิโอ้ อเกวโร่ อีกแล้ว นั่นหมายความว่า มีช่องว่างทั้งตำแหน่งและค่าเหนื่อย โดยจะมีเพียง กาเบรียล เชซุส เป็นกองหน้าของทีมตัวเดียว แต่ดูแล้ว เป๊ป กวาดิโอล่า ไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่นัก โดยถึงกับการใช้แผนที่ไม่มีกองหน้าธรรมชาติบน 11 ตัวจริง

แต่ปัญหาคือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมที่จะทุ่มค่าตัว 150 ล้านปอนด์ สำหรับกองหน้าตัวเดียวหรือไม่ เนื่องจากทีมก็ยังมีผลงานทีดีอยู่และเป็นทีมที่ไม่ค่อยทุ่มเงินหนักๆให้นักเตะเพียงคนเดียว

 

2. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของโอเล กุนนาร์ โซลชา ดีวันดีคืน โดยสามารถลดช่องว่างคะแนนมาเป็นทีมที่ได้ลุ้นแชมป์ได้และแทบจะการันตีการไป ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก ในปีหน้า ย่อมเป็นทีมที่เคนก็ไม่สามารถปัดออกไปได้เช่นกัน

สถานการณ์ลุ้นแชมป์ ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ย่อมเป็นรองแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชัดเจน โดย ดิมิตาร์ เบอร์บาตอฟ ที่เป็นอดีตนักเตะของทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ก็เตือนว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่ได้แชมป์ลีกมาแล้วถึง 8 ปี ย่อมต้องทำให้ เคน คิดหนักอยู่

เรื่องค่าตัวก็เป็นสิ่งที่ต้องคิดเช่นกันในยุค โควิด-19 แต่เนื่องจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขาดตำแหน่งกองหน้าและต้องการเข้าใกล้แชมป์เสียที นั่นอาจให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอมทุ่มก็เป็นได้ ซึ่งอยู่ที่เคนมากกว่าว่า จะยอมมาเสี่ยงกับทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่พึ่งจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างและอยู่ในช่วงพัฒนาทีม

3. อยู่สเปอร์ต่อ

การอยู่ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ต่อก็ไม่แย่เสียทีเดียว เขายังเป็นกัปตันทีม เป็นตำนาน และได้ลุ้นดาวซัลโวทุกปี เราเคยเห็นหลายๆคนที่สุดท้ายตัดสินใจอยู่ช่วยทีมต่ออย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ซึ่งถึงแม้สุดท้ายจะไม่ได้แชมป์พรีเมียร์ ลีก แต่ผู้คนก็ยังจดจำเขาเป็นสุดยอดนักเตะไม่ต่างจากคนที่ได้แชมป์อยู่ดี

 

ต้องมาคอยดูกันว่า เคน จะช่วยพาทีมสเปอร์ไป ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกได้หรือไม่ ซึ่งต้องบอกเลยว่า โอกาสเลือนรางมาก และต้องพาทีมได้แชมป์ ลีกคัพ ที่จะพบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้ได้ก่อน แล้วอนาคตค่อยว่ากัน


ผลการแข่งขันพรีเมียร์ลีก

Latest posts