June 10, 2021

ฟ้าเริ่มชัด! หลังเกม แมนยูฯ เอฟเวอร์ตัน 3-3 และมาตรฐานเกมรับที่ต่างกันของ 2 ทีมแมนเชสเตอร์ใน พรีเมียร์ลีก | TunGame

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ความแตกต่างในทีม พรีเมียร์ลีก | ทันเกม
1 min

หากเปรียบการแข่งขันพรีเมียร์ลีกปีนี้กับการแข่งวิ่ง 100 เมตร ปัจจุบันก็ผ่านมาราวๆ 60 เมตรแล้ว จากที่มีผู้เข้าแข่งขัน 8 คนตีคู่สูสีกันในช่วงออกตัว ก็ค่อยๆมีคนที่ผ่อนคันเร่งลง จากที่มีสีเสื้อต่างๆ อาทิเสื้อสีแดง เสื้อสีน้ำเงิน สีเลือดหมู เกาะกลุ่มกันก็เริ่มมีนักวิ่งเหลื่อมขึ้นมาโดดๆ แล้วนักวิ่งคนนั้นใส่เสื้อสีฟ้าอ่อนๆและมาจากแมนเชสเตอร์

 

ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อการลุ้นแชมป์หลายนัด นั่นก็คือ นัดกลางสัปดาห์ที่ลิเวอร์พูลพลาดท่าพลิกล็อคแพ้ไบรท์ตันคาบ้านไป 1-0 ซึ่งนี่เป็นการแพ้นัดที่ 4 ของหงส์แดงแล้วทั้งๆที่ในฤดูกาลก่อนพวกเข้าแพ้ไปเพียงแค่ 3 นัดเท่านั้นและนั่นทำให้หงส์แดงห่างจากจ่าฝูง แมนซิตี้ถึง 7 แต้มแล้ว แถมแข่งมากกว่า 1 นัดก่อนที่จะมาพบกันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาและผลออกมาเป็นแมนซิตี้ถล่มลิเวอร์พูลคาบ้าน 4-1 ทำให้ปัจจุบันแมนซิตี้นำห่างลิเวอร์พูล 10 แต้มแข่งน้อยกว่า 1 นัด

ในขณะที่ฝั่งแมนยูฯ หลังจากโชว์ฟอร์มโหดถล่มนักบุญไป 9-0 กลับพลาดท่าทำได้เพียงเสมอเอฟเวอร์ตัน 3-3 อย่างน่าเจ็บปวด เกมนี้แมนยูฯทำได้ดีกว่าตลอดทั้งเกมซึ่งพวกเขาเป็นฝ่ายครองเกมและเปิดเกมรุกเป็นส่วนใหญ่และผลการแข่งขันนัดนี้เป็นครั้งที่ 4 ในประวัติศาสตร์ของแมนยู ที่นำคู่แข่ง 2ลูกเมื่อจบครึ่งแรก แต่ไม่สามารถเก็บชนะได้ และครั้งล่าสุด คือนัดสุดท้ายของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่เสมอ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยนไป 5-5 เมื่อปี 2013

จากการเสียสมาธิในเกมรับในช่วงต้นครึ่งหลังและเสียประตู3 ประตูจากการโดนยิงเข้ากรอบ 3 ครั้ง ทำให้สถานการณ์การเป็นแชมป์ครั้งแรกในรอบ 8ปี ของปีศาจแดงค่อยๆ เลือนลางไป

 

จังหวะเสียประตูที่ไม่น่าเสีย

จังหวะการเล่นที่ไม่ละเอียดทั้งเกมรุกและเกมรับ ส่งผลต่อ 3 แต้มของพวกเขาในนัดนี้ โดยตลอดทั้งเกมแมนยูฯมีจังหวะการยิงถึง 14 ครั้งเข้ากรอบ 6 ครั้งได้ 3 ประตู ถือว่าโอเคแต่มีจังหวะที่น่าได้ประตูจนน่าเขกกะโหลกอย่างจังหวะหลุดไปของ มาร์คัส แรซฟอร์ด 2 ครั้งกลับไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้ และจังหวะท้ายเกมที่เล่นกันไม่ละเอียดซึ่งงหากเป็นยอดโค้ชที่เคยได้แชมป์มาแล้วอย่าง เป็ป  คล็อปป์ หรือมูริญโย่ นั้นพวกเขาคงกำชับให้ลูกทีมเล่นท้ายเกมอย่างเขี้ยวๆแน่นอนโดยเรากลับไปชี้จุดเหตุการณ์ท้ายเกมอีกครั้ง

 

จังหวะท้ายเกม

นาที 90: ผู้ตัดสินที่4 ชูป้ายทดเวลา 4 นาที

นาที 92: แมนยูฯได้ทุ่มริมธงฝั่งซ้ายของเอฟเวอร์ตัน

นาที 92.35:แมนยูเปลี่ยนตัว อักแซล ตวนเซเบมาแทน เมสัน กรีนวู้ด และกินเวลาไปได้ 30 วินาทีและนั้นจะทำให้เกมน่าจบราวๆ 94.30

นาที 93.23: แมนยูได้ฟรีคิกที่แดนตัวเองจากการที เบน กอฟฟรี่ ไปเข้าช้าคาวานี่ และกำลังจะเก็บชัยชนะอยู่แล้ว

นาที 94: เดเดอา เปิดเกมขึ้นมาแต่แทนที่จะเตะยาวมาริมเส้น กลับเลือกเปิดขึ้นมาตรงกลางให้คาวานี่และเสียบอลตรงกลาง  

นาที 94.14:  แอกเซล ตวนเซเบ้ ไปเข้าพรวดใส่ โจชัว คิงทั้งๆที่ไม่จำเป็นต้องฟาวส์

นาที 94.45: ลูกาดีญ เปิดฟรีคิกเข้ามากรอบเขตโทษ

นาที 94.49: โดมินิกคัลเวิด เลวิน ยิงเข้าไป โดยประตูเป็น แฮรี่ แมกไกว์ที่ยืนต่ำกว่าไลน์ทำให้ไม่ล้ำหน้า

จะเห็นได้ว่าแมนยู ไม่ได้โดนกดดันเลยจากเอฟเวอร์ตัน ก่อนจังหวะฟรีคิกที่ไม่น่าเสียพวกเขาได้ทุ่มริมธงนาที 92 และฟรีคิก นาที 94พวกเขาสามารถเลือกเล่นให้เขี้ยวกว่านี้ได้ถ้าอยากจะเป็นแชมป์ซึ่งนั้นจะเป็นประสบการณ์ให้แก่ทีมเด็กเหล่านี้

แมนเชสเตอร์  ยูไนเต็ด พลาดตรงไหน

แกรี่เนวิลล์ ให้ความเห็นว่า จังหวะนี้ ดาวิด เด เกอาพลาดจากการที่ออกมาช้าและไม่ดุดันพอ จึงทำให้ โดมินิค คัลเวิร์ต-เลวินถึงบอลก่อนและยิงง่ายๆ เขาคาดหวังกับผู้รักษาประตูต้องข่มกองหน้าให้ได้การเล่นบอลจังหวะ 50-50 ต้องขย้ำกองหน้าฝั่งตรงข้ามให้ได้และจัดการกับเขาซะ เนวิลล์เสริมว่า โดยรูปเกม แมนเชสเตอร์  ยูไนเต็ด ครองเกมได้ดีมาก หลังจาก เสียประตูตีเสมอ 2-2 พวกเขาก็กลับมาได้ดี แต่การไม่ได้ประตูที่ 4 ทั้งที่เล่นได้ดีทำให้สถานการณ์ท้ายเกมมันยากลำบากนะ หากดูจากการวิเคราะห์ของเนวิลล์แล้ว สังเกตว่า เด เกอา ออกมาช้าจริงๆ และไม่ได้ทำตัวให้ใหญ่หากเป็นผู้รักประตูแมนยู อย่าง ปีเตอร์ ชไมเคิล คงกระโดดเข้าไปตะครุบกองหน้าแล้วหรือแม้กระทั้ง จอร์แดน พิกฟอร์ด คงกระโดดไปถีบทั้งตัวเช่นกัน

 

เกมรุกไม่มีปัญหาแต่เกมรับถือว่า หนัก เมื่อเทียบกับเกมรับของ เป็ป กวาร์ดิโอลา

ด้านสถิติชัดเจนว่า แมนยูถือว่าเป็นหนึ่งในทีมที่มีเกมรุกดีที่สุดในลีก เนื่องจากยิงได้ถึง49 ลูก จาก 23 นัด เยอะสุดเป็นอันดับ 1 อย่างไรก็ตาม พวกเขาเสียไปแล้ว 30 ลูกแล้วและ 12 นัดหลังสุดจากการเล่นในบ้าน พวกเขาเสียไป 18 ประตูซึ่งไม่ใช่เรื่องปกตินักของทีมที่จะเป็นแชมป์

ขณะที่ทีมที่ปกติมีเกมรุกดุดันอย่าง แมนซิตี้ ของ เป็ป กวาดิโอล่ากลับเล่นอย่างรัดกุมและเน้นผล ไม่ได้เล่นเกมรุกดุดันเหมือนเมื่อก่อนกลับไม่เป็นปัญหาและโชว์ฟอร์มโหดชนะมา 14 นัดติดต่อกัน

เป็ปให้สัมภาษณ์ว่า ฟุตบอลไม่สามารถใช้แพทเทิรน์เดิมได้ตลอด ถึงแม้ว่าว่ามันจะเคยใช้ได้ผลในอดีตไม่ได้หมายความว่ามันจะสามารถใช้ในฤดูกาลนี้ได้ และเช่นกันอะไรที่ไม่เวิร์คเมื่อก่อนก็อาจจะสามารถใช้ในปัจจุบันก็ได้

เป็ปได้เคยกล่าวว่าคุณไม่สามารถชนะในลีกอย่าง พรีเมียร์ ลีกหรือบุนเดสลีกาได้ถ้าคุณเสียประตูเยอะเกินไป

ซึ่งหากดูตัวเลขย้อนหลังของพรีเมียร์ลีก10 ปีถือว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุผลรองรับ เพราะทีมที่จะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้รับอนุญาตให้เสียประตูทั้งฤดูกาลได้ราวๆ 30 กว่าลูกเท่านั้นมีเพียงครั้งเดียวที่ทีมแชมป์เสียประตูขึ้นหลัก 4 คือ แมนยู ของเซอร์ อเล็กซ์ ในปี 2013 เท่านั้นที่เสียประตูไปถึง 43 ลูก (นัดสุดท้ายโดนไป 5 ประตู)

 

แมนซิตี้ชนะมา 14นัดติดต่อกัน แต่คนพูดถึงเกมรับมากกว่าทั้งๆที่ เป็ปขึ้นชื่อเรื่องเกมรุกนั่นยืนยันสิ่งที่เค้าพูดได้เป็นอย่างดี ด้วยตัวเลข การเสียประตูเพียง 2 ประตูใน 10 นัดหลังสุดในลีก ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้ทีมของเป็ปติดลม เป็นจ่าฝูงและเต็ง1ได้ในตอนนี้ ไปดูกันว่าเป็ปทำอะไรกับลูกทีมของเขาในปีนี้บ้าง

1. เพรซซิ่งให้น้อยลง

เป็ปขึ้นชื่ออยู่แล้วกับสไตล์ติกี้ ตาก้า อันโด่งดังของเขาเขาต้องการครองบอลให้เยอะที่สุดและแย่งบอลกลับมาให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตามในปีนี้ทีมของเขา เพรซซิ่งน้อยลง

จากสถิติปกติสไตล์การเล่น เป็ปจะจำกัดให้ทีมฝั่งตรงข้ามได้ครองบอลน้อยที่สุด โดยตลอด 4ปีที่ผ่านมา แมน ซิตี้จะปล่อยให้คู่แข่งได้ส่งบอลราวๆ 10 ครั้งก่อนที่แมนซิตี้จะแย่งบอลกลับมาได้ แต่ในปีนี้ตัวเลขนี้อยู่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 11.5 ครั้ง (ข้อมูลจาก Skysport)ซึ่งนั่นหมายความว่า พวกเขาไม่ได้บี้ไล่บอลเอาบอลหนักเหมือนอย่างเมื่อก่อน

2. การครองบอลและไลน์กองหลังที่สูง

แต่เป็ป ยืนยันว่า สาเหตุเกมรับที่ดีของเขาว่า ไม่ใช่เพราะพวกเขาเพรซซิ่งน้อยลงนะแต่เป็นเพราะพวกเขาครองบอลเป็นส่วนใหญ่และเล่นเกมรับสูงมากๆต่างหากด้วยตัวเลขการยืนเกมรับห่างถึง 60 เมตรจากประตู และครองบอล 67เปอร์เซ็นต์ของเวลาทั้งหมด นั่นคือเหตุผลสำคัญ

ซึ่งสถิติก็บ่งบอกสิ่งที่เป็ปพูดเป็นจริง แม้ตัวเลขจะคลาดเคลื่อนนิดหน่อยพวกเขาเป็นทีมที่ยืนห่างจากประตูตัวเองโดยเฉลี่ยมากที่สุด สูงถึง 45.4 เมตร (ข้อมูลจาก Skysport)

ขณะที่การครองบอลไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจเท่าใดนัก พวกเขามีสถิติการครองบอลเยอะที่สุดในลีกและสูงถึง 65.4%

3.การป้องกันการสวนกลับ

เนื่องจากการยืนสูงของไลน์กองหลังลูกทีมของเป็ปมักเสียประตูจากการสวนกลับตลอดโดยเฉพาะเมื่อปีที่แล้วและต้นฤดูกาลแต่นั่นไม่เกิดขึ้นมา 3 เดือนแล้วโดยครั้งล่าสุดที่ทีมของเป็ปเสียประตูจากการโต้กลับ นั่นคือเกมที่แพ้ สเปอร์ 2-0 ที่โดน ซน เฮือง มิน ยิงประตูแรก เมื่อเดือนพฤศจิกายน

4. รูเบน ดิอาส

และตัวเลขผิดพลาดรายบุคคลที่นำไปสู่การเสียประตูลดลงอย่างชัดเจนตลอด 4 ปีของเป็ป จะมีสถิติการพลาดที่นำไปสู่จังหวะการยิงประตูราวๆ 0.5 ครั้งต่อ 1เกม และจะเสียประตูจากการผิดพลาดราวๆ 0.1 ครั้ง ต่อ 1 เกม

ขณะที่ตัวเลขในปีนี้ลดลงไปครึ่งต่อครึ่งโดยการผิดพลาดสู่การโดนยิงและเสียประตูในฤดูกาลนี้เหลือเพียงราวๆ 0.2 ครั้งและ 0.05 ครั้ง ต่อ 1 เกมเท่านั้น

โดยสิ่งนี้เป็ปยกความดีความชอบให้ รูเบน ดิอาส โดย เป็ป ให้สัมภาษณ์ว่า รูเบน ดิอาสเป็นกองหลังที่คอยบัญชาเกมรับ และอ่านเกมอยู่เสมอ

 

โดยจากการแมนซิตี้ ชนะลิเวอร์พูลเมื่อคืนที่ผ่าน เป็นการตอกย้ำว่าสถานการณ์ของแมนซิตี้มีโอกาสที่จะเข้าเส้นชัยรวดเดียวจบ และทีมเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้สูงมากที่เดียว

ผลการแข่งขันพรีเมียร์ลีก

Latest posts