June 10, 2021

รีวิวหลังเกมส์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ ฤดูกาล 2020 /2021 ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิติ้ กับ เชลซี

2 mins

รีวิวหลังเกมส์ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ ฤดูกาล 2020 /2021 ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิติ้ กับ เชลซี

ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆสำหรับ โธมัส ทูเคิ่ล และเหล่าพลพรรคสิงโตน้ำเงินคราม เชลซี ที่สามารถเอาชนะทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิติ้ ไปได้ 1-0 คว้าแชมป์ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก เป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร ดังนั้นทันเกมจึงอยากจะมาชำแหละ 3 ประเด็นสำคัญหลังเกมส์ในค่ำคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

 

1.    โธมัส ทูเคิ่ล … ผู้เอาชนะ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้ในทุกกระเบียดนิ้ว

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแทคติกที่อดีตกุนซือ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง วางไว้ในเกมส์นี้สามารถจัดการ แมนเชสเตอร์ ซิติ้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้อย่างอยู่หมัด

 

ไล่ตั้งแต่เกมส์รับในครึ่งแรกที่เหล่าพลพรรคสิงห์บลูทำการ โซนเพรสซิ่ง บีบให้เหล่านักเตะของ เป๊ป มีพื้นที่เล่นกับบอลน้อยมาก โดยต้องชมการบัญชาการของ ติอาโก้ ซิลวา กองหลังตัวเก๋าที่สามารถสั่งการได้อย่างยอดเยี่ยม และเมื่อได้ประตูขึ้นนำในนาที 42 แผงเกมส์รับรวมถึงมิลฟิลด์ตัวกลางของทีมก็ร่วมด้วยช่วยกันต้านทานเกมส์รุกเรือใบสีฟ้าได้แบบไม่มีข้อผิดพลาดใดๆทั้งสิ้นตลอดระยะเวลาช่วงครึ่งหลัง ไม่เว้นแม้กระทั่ง อันเดรียส คริสเตนเซ่น ที่ลงมาทำผลงานได้อย่างไร้ที่ติ หลังลงมาแทน ติอาโก้ ซิลวา ซึ่งมีอาการบาดเจ็บตั้งแต่ช่วงท้ายครึ่งแรก

 

ขณะเดียวกัน การเล่นเกมส์ฉาบฉวยของ เชลซี ก็สามารถเล่นงานเกมส์รับของ แมนเชสเตอร์ ซิติ้ ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 ประสานในแนวรุกทั้ง เมสัน เมาท์, ไค ฮาแวร์ทช์ และ ติโม แวร์เนอร์ ที่สับส่ายหาพื้นที่สร้างความปั่นปวนให้กับแผงหลังเรือใบสีฟ้าเป็นอย่างมาก ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากประตูเดียวที่ได้โดย ติโม แวร์เนอร์ วิ่งดึงตัวประกบอย่าง รูเบน ดิอาส หลุดจากพื้นที่และทำให้ เมสัน เมาท์ จ่าย คิลเลอร์พาส แก่ ไค ฮาแวร์ทช์ สอดขึ้นมาทำประตูได้สำเร็จ อีกทั้งนี่ยังเป็นประตูแรกในศึก ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ของนักเตะค่าตัวเกือบ 80 ล้านปอนด์ด้วย

 

จากชัยขนะดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงกึ๋นของ โธมัส ทูเคิ่ล ที่วางหมากมาทำลายความยอดเยี่ยมของ แมสเชสเตอร์ ซิติ้ และ เป็ป กวาร์ดิโอล่า ในฤดูกาลนี้อย่างราบคาบ โดยเขาสามารถเอาชนะกุนซืออัจฉริยะชาวคาตาลันได้ในทุกเกมส์ที่เจอกันในฤดูกาลนี้ และเป็นกุนซือต่อจาก เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ที่สามารถเอาชนะ เป๊ป ได้ 3 นัดติดต่อกัน

 

2.    ค่ำคืนอันแสนเลวร้ายของ แมนเชสเตอร์ ซิติ้

เรียกได้ว่าเป็นเกมส์ที่ไม่มีอะไรเข้าทาง แมนเชสเตอร์ ซิติ้ เลยจริงๆ ซึ่งทำให้สโมสรพลาดเป้าหมายที่ต้องการมากที่สุดอย่างถ้วย ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ไปอีกหนึ่งฤดูกาล หลังจากเป็นปีที่ใกล้เคียงมากที่สุดนับตั้งแต่เข้ามาเล่นในรายการนี้ครั้งแรกในฤดูกาล 2011/2012

 

เริ่มต้นด้วยการจัดตัวที่พลิกความหมาย โดย เป็ป กวาร์ดิโอล่า ตัดสินใจส่ง อิลคาย กุนโดกัน ลงมาเล่นในตำแหน่งมิลฟิลด์ตัวรับทั้งๆที่มี โรดรี้ และกัปตันทีมอย่าง แฟร์นันดินโญ่ อยู่ข้างสนาม ซึ่งมันก็ดูเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของอดีตกุนซือบาร์เซโลน่า และ บาเยิร์น มิวนิค เพราะการที่เขาเอากองกลางชาวเยอรมันมาเล่นในตำแหน่งดังกล่าวส่งผลให้ทีมเสียสมดุลย์ในเกมส์รับไป และนั่นส่งผลให้เกมส์ฉาบฉวยของ เชลซี ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นถ้า โรดรี้ หรือ แฟร์นันดินโญ่ อยู่ในสนาม มันก็มีความเป็นไปได้ว่าในจังหวะที่สิงโตน้ำเงินครามได้ประตูอาจไม่เกิดขึ้นเพราะ 2 คนนั้นอาจจะยืนอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องกว่า อิลคาย กุนโดกัน ในการตัดเกมส์หรือตัดบอลแทงจาก เมสัน เมาท์ ก็เป็นได้

 

ต่อมา แมนเชสเตอร์ ซิติ้ ก็มาซวยอีกเมื่อนักเตะที่ดีสุดของพวกเขาอย่าง  เควิน เดอะ บรอยน์ ดันมาเจ็บจากการปะทะกับ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ และถูกเปลี่ยนตัวออกหลังครึ่งหลังผ่านไปได้ 10 นาที ซึ่งในช่วงก่อนหน้านั้น เพลย์เมกเกอร์ชาวเบลเยี่ยมพยายามทุกอย่างในการสร้างเกมส์รุกให้กับทีม ดังนั้นการขาดกองกลางวัย 29 ปี ได้ส่งผลเสียอย่างชัดเจนเพราะนั่นทำให้เกมส์รุกของเรือใบสีฟ้าสะดุด ไม่ไหลลื่น

 

นอกจากนี้ การเปลี่ยนตัว แบร์นาโด้ ซิลวา ออกก็ไม่ได้ส่งผลดีเช่นเดียวกันเพราะกองกลางชาวโปรตุเกสรายนี้ถือเป็นนักเตะที่จ่ายบอลในพื้นที่สุดท้ายสำเร็จมากที่สุดของทีมในฤดูกาลนี้ ดังนั้นการขาดผู้เล่นสำคัญในการสร้างสรรค์เกมส์รุกถึง 2 คน ส่งผลให้การเข้าทำแบบที่ แมนเชสเตอร์ ซิติ้ ถนัดไม่เกิดขึ้น และด้วยสถานการณ์ที่ว่าก็บังคับให้ทีมต้องเล่นบอลโยนในช่วง 10 นาทีสุดท้าย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้เห็นจากลูกทีมของ เป๊ป เท่าไหร่เลย ท้ายที่สุดมันก็ส่งผลให้นักเตะอย่าง ฟิล โฟเด้น, ริยาด มาห์เรซ หรือแม้กระทั่ง  เซร์คิโอ อเกวโร่ ไม่สามารถลงมาพลิกเกมส์ได้และแพ้ไปในที่สุด

 

ส่วน เป็ป กวาร์ดิโอล่า เองก็คงต้องรอความสำเร็จในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ต่อไป หลังไม่ได้ชูถ้วย บิ๊กเอียร์ มาถึง 10 ปีแล้ว นับตั้งแต่คว้าแชมป์ครั้งสุดท้ายกับ บาร์เซโลน่า ในฤดูกาล 2010 / 2011 ดังนั้นมันก็มีความเป็นไปได้ว่าในซัมเมอร์นี้ เราอาจได้เห็นการทุ่มซื้อขนานใหญ่ของเรือใบสีฟ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งศูนย์หน้าตัวเป้าคนใหม่ของสโมสร  

 

3.         เอ็นโกโล่ ก็องเต้ … ว่าที่นักเตะ บัลลงดอร์ คนต่อไป ?

กองกลางวัย 30 ปี คือนักเตะที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในสายตาของสื่อหลายสำนักรวมถึง ยูฟ่า ในเกมส์เมื่อค่ำคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดย เอ็นโกโล่ ก็องเต้ สามารถจัดการเกมส์รุกของ แมนเชสเตอร์ ซิติ้ ได้อยู่หมัดไม่ว่าจะเป็นการตัดบอล แย่งบอล หรือแม้กระทั่งโหม่งเคลียร์บอล ที่ไม่น่าเชื่อว่าจากสถิติ ถึงแม้จะตัวเล็กกระจิ๊ดริด แต่เขาเป็นคนที่เอาชนะลูกกลางอากาสได้มากที่สุดของทีมในเกมส์นี้

 

นอกจากนี้อดีตกองกลาง เลสเตอร์ ซิติ้ ยังตามประกบ เควิน เดอะ บรอยน์ ไม่ให้ปั้นเกมส์ได้ รวมถึงหยุดดางรุ่งแห่งยุคอย่าง ฟิล โฟเด้น ไม่ให้แผลงฤทธิ์ได้เลย ดังนั้นด้วยความยอดเยี่ยมของเกมส์รับของ เชลซี ที่นำโดยกองกลางร่างจิ๋วรายนี้สามารถหยุดยั้งให้ แมนเชสเตอร์ ซิติ้ ยิงตรงกรอบได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

 

ในขณะเดียวกัน ผลงานของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ในเกมส์นี้ รวมถึงฟอร์มการเล่นส่วนตัวที่คงเส้นคงวามาโดยตลอดก็ทำให้เกิดกระแสพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการคว้ารางวัล บัลลงดอร์ ของเขาในปีนี้ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ชี้วัดโอกาสในการคว้ารางวัลอันทรงคุณค่านี้ไปครองของ ก็องเต้ คงหนีไม่พ้นผลงานของทีมชาติฝรั่งเศสในศึกยูโรที่จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้ว่าทีมจะสามารถผ่านเข้ารอบในทัวร์นาเมนต์นี้ได้ลึกขนาดไหน

 

ดังนั้นถ้าผลงานส่วนตัวของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และทีมตราไก่นั้นยอดเยี่ยม มันก็มีความเป็นไปได้ที่กองกลางตัวรับที่มีแต่แฟนบอลชื่นชอบในผลงานและความน่ารักของเขา จะก้าวขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดในฐานะฟุตบอลอาชีพได้เช่นกัน

 

ท้ายที่สุด ทันเกม ขอแสดงความยินดีกับแฟนบอล เชลซี ทุกท่านสำหรับการถ้วยยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ไปครองได้เป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร และหวังว่ากันการคุมทีมแบบเต็มฤดูกาลครั้งแรกของ โธมัส ทูเคิ่ล จะต่อยอดสร้างความสุขให้กับเหล่าแฟนบอลสิงห์บลูได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย 


ผลการแข่งขันพรีเมียร์ลีก

Latest posts