Editor's Choice
February 11, 2021

ชายผู้เกิดมาเพื่อแชมป์บอลโลก “เปาโล รอซซี่”

ดาวเตะจอมวายร้าย สู่ “ตำนาน” ที่พิเศษที่สุดบทหนึ่งของโลกฟุตบอล เปาโล รอซซี่
>3 mins

“มีเรื่องราวเป็นร้อยเป็นพันอยู่เบื้องหลังถ้วยใบหนึ่งมันมีชีวิตทั้งชีวิตอยู่ในนั้น” คำกล่าวของชายคนหนึ่ง

“ฟุตบอลโลก” ศึกการแข่งขันฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติเวทีอันทรงเกียรติที่ไม่ว่าทีมชาติใดสามารถคว้าแชมป์ไปครองได้พวกเขาจะถูกจารึกในหน้าประวัติศาตสร์ในฐานะ “ตำนาน” แห่งโลกฟุตบอล

ในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลกที่มีเรื่องราวถูกจารึกไว้มากมายนั้นมี “ตำนาน” อยู่บทนึงที่แตกต่างออกไปจากบทอื่นๆ “ตำนานแชมป์โลก” ที่ถูกสร้างไว้โดยชายคนนึง ผู้ที่ครั้งหนึ่งแทบจะหมดอนาคตจากวงการฟุตบอลไปแล้วหลังถูกสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวกับฟุตบอลเป็นเวลาถึง2 ปี เนื่องจากถูกตัดสินว่ามีส่วนพัวพันกับคดีทุจริตล้มบอลแต่สุดท้ายชายผู้นั้นสามารถสร้างประวัติศาสตร์นำทีมชาติ “อิตาลี” คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1982 ได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

 

เนื่องด้วยการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ “ชาย” คนดังกล่าว เราขอนำท่านผู้อ่านย้อนรำลึกถึงประวัติส่วนตัวและ “ตำนาน” ที่ชายคนนี้ได้จารึกเอาไว้ให้กับโลกแห่งฟุตบอลชายผู้นั้นมีนามว่า “เปาโล รอซซี่”


“เปาโล รอซซี่” คือกองหน้าชาวอิตาลี เกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน 1956 ณ เมืองพราโต้ ประเทศอิตาลี

สไตล์การเล่นของ รอซซี่นั้นหากจะเทียบกับนักเตะยุคหลังให้เห็นภาพคงจะเปรียบได้กับ ฟิลิปโป้ อินซากี้แต่เป็นร่างที่มีทักษะโดยรวมที่ดีกว่า รอซซี่ไม่ได้มีร่างกายสูงใหญ่หรือมีความเร็วความแข็งแกร่งเป็นพิเศษจุดเด่นของเขาคือสัญชาตญาณในการหาโอกาสทำประตูหากกองหลังฝั่งตรงข้ามเผลอละสายตาจากเขาเพียงเสี้ยววินาที เขาก็พร้อมจะลงทัณฑ์ด้วยการสังหารประตูได้ในทันทีซึ่งในจุดนี้ทำให้ อินซากี้ นั้นมักจะถูกนำไปเปรียบเทียบเรื่องสัญชาตญาณเพชฌฆาตกับรอซซี่ อยู่เสมอ

 

ช่วงเริ่มต้นในอาชีพข้าแข้งของ รอซซี่นั้นต่างออกไปจากตำนานคนอื่นๆ เขาไม่ได้เป็นที่รู้จักหรือถูกจับตามองตั้งแต่ตอนเป็นเยาวชน

รอซซี่เริ่มสร้างชื่อให้กับตัวเองในฤดูกาล 1976/1977 สมัยที่ค้าแข้งอยู่กับสโมสร “วิเชนซ่า กัลโช่” ในกัลโช่ เซเรียบี ลีกรองของประเทศอิตาลี ด้วยผลงานการทำประตู 21 ประตูจากการลงเล่น 36 นัดคว้ารางวัลดาวซัลโวของลีกให้กับตัวเอง พร้อมพาทีมเป็นแชมป์กัลโช่ เซเรียบีและเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้

ฟอร์มของเขานั้นร้อนแรงอย่างต่อเนื่องในฤดูกาลถัดมาที่ทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในกัลโช่ เซเรียอา ฤดูกาล 1977/1978 เขาซัลโวไปถึง 24 ประตูบนลีกสูงสุดของประเทศคว้ารางวัลดาวซัลโวและพาทีม วิเชนซ่า ต้นสังกัดน้องใหม่ของลีกจบฤดูกาลด้วยการเป็นรองแชมป์ของกัลโช่เซเรียอาสร้างเกียรติประวัติให้ตัวเองในวงการฟุตบอลอิตาลีด้วยการเป็นนักเตะคนแรกที่สามารถคว้ารางวัลดาวซัลโวของกัลโช่เซเรียบี และ เซเรียอา ได้ใน 2 ฤดูกาลติดกัน

ด้วยผลงานที่อันยอดเยี่ยมในลีกของเขาส่งผลให้กุนซือทีมชาติอิตาลี “เอ็นโซ่ เบียร์ซอต” เรียกเขาติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในชีวิตรวมถึงใส่ชื่อเขาเป็นหนึ่งในขุนพลของทัพอัซซูรี่ในการลุยศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 1978ที่ประเทศอาร์เจนติน่า

รอซซี่นั้นแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในทัวร์นาเม้นฟุตบอลโลกปี1978ด้วยผลงานส่วนตัวอันยอดเยี่ยม เขาทำไปถึง 3 ประตูกับ 4 แอสซิสต์ คว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมอันดับ2“Silver Ball” มาครองได้ แม้ทีมชาติอิตาลีของเขาจะไปไม่ถึงฝั่งฝันจบทัวร์นาเม้นที่อันดับ 4 แต่ตัวของรอซซี่เองนั้นก็ได้ฝากชื่อไว้กับวงการฟุตบอลทั่วโลกเป็นที่เรียบร้อย

เส้นทางการค้าแข้งที่ดูเหมือนจะเป็นขาขึ้นของรอซซี่ นั้นเริ่มจะสะดุดหลังฟุตบอลโลกปี 1978 ในฤดูกาล 1978/1979ถึงแม้เข้าจะทำประตูในลีกได้ในระดับ 15 ประตูแต่ก็ต้องเจอกับปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ตลอดทั้งฤดูกาลท้ายที่สุดทีมวิเชนซ่าของเขานั้นไม่สามารถพยุงตัวอยู่ในลีกสูงสุดได้ ต้องตกชั้นกลับไปในเซเรียบีแต่ด้วยฝีเท้าและชื่อชั้นระดับรอซซี่แล้ว หากจะให้ตกลงไปเล่นในลีกรองอีกครั้งคงจะไม่ใช่เรื่องที่สมควรเท่าไหร่ทีมจึงปล่อยตัวเขาให้สโมสรเปรูจา ทีมในกัลโช่ เซเรียอา ยืมใช้งานในฤดูลกาล 1979/1980 และแล้วจุดตกต่ำในชีวิตของรอซซี่ก็เริ่มขึ้นเมื่อเขาถูกตัดสินว่ามีส่วนพัวพันกับคดี “Totonero” (โตโตเนโร่) คดีทุจริตสุดอื้อฉาวของวงการฟุตบอลอิตาลีในช่วงเดือนมีนาคม 1980

โดยเหตุการณ์นี้เริ่มจากการที่หน่วยงานปราบปรามทุจริตระดับชาติได้รับแจ้งจากพนักงานของบ่อนการพนันแห่งหนึ่งว่ามีขบวนการล๊อคผลการแข่งขันฟุตบอลเกิดขึ้นโดยขบวนการดังดล่าวมีนักฟุตบอลอาชีพจำนวนมากมีส่วนรู้เห็นและเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หลังจากที่มีการสืบสวน ได้มีการตัดสินลงโทษสโมสรถึง13สโมสร และนักฟุตบอลอาชีพอีก 20 รายซึ่งหนึ่งในนักเตะที่ถูกลงโทษได้แก่ เปาโล รอซซี่ กองหน้าตัวความหวังของชาติโดยรอซซี่นั้นถูกสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวกับวงการฟุตบอลเป็นเวลาถึง 3 ปี ก่อนที่จะทำการอุทธรณ์ลดโทษเหลือ 2 ปี

 

เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นจุดต่ำสุดของชีวิตรอซซี่จากการเป็นดาวเตะระดับโลกสู่การเป็นผู้ร้ายในคดีทุจริตครั้งใหญ่ที่สุดของวงการฟุตบอลอิตาลีถึงแม้ตัวของรอซซี่เองจะปฏิเสธข้อกล่าวหาตลอดมาและมักจะกล่าวว่าเขาเป็น “แพะรับบาป” จากกระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้

ในช่วงที่มืดมนที่สุดก็ยังพอมีแสงสว่างอยู่บ้างเมื่อทีมยักษ์ใหญ่อย่าง ยูเวนตุส สบโอกาสในการคว้าตัวเขามาร่วมทีมในปี 1981 ถึงแม้จะรู้ว่าไม่สามารถใช้งานเขาจนท้ายฤดูกาล 1981/1982 แต่ทีมไอ้ม้าลายนั้นมองการไกลกว่านั้น ยูเวนตุสเชื่อว่า รอซซี่จะมีประโยชน์กับทีมของพวกเขาเมื่อได้โอกาสกลับมาลงสนามอีกครั้งซึ่งนี่ถือเป็นการกลับถิ่นเก่าของรอซซี่เองเช่นกัน เพราะเขานั้นเคยเป็นเด็กฝึกของ ยูเวนตุสช่วงที่เขาอายุ 16-20 ปี

เวลาผ่านไป 2 ปี ในที่สุด รอซซี่ก็พ้นโทษแบนและกลับมาทำการแข่งขันฟุตบอลได้อีกครั้ง  ในช่วงปลายฤดูกาล 1981/1982 เขาได้ลงเล่นเกมลีก 3 นัด ทำได้ 1 ประตู ให้กับต้นสังกัดยูเวนตุส ซึ่งเป็นช่วงเวลาไม่กี่เดือนก่อนที่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี1982 ที่ประเทศสเปน จะทำการแข่งขัน

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีวิตรอซซี่เกิดขึ้นเมื่อ“เอ็นโซ่ เบียร์ซอต” กุนซือคนเดิมของทัพอัซซูรี่คนเดิมเลือกให้รอซซี่ เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่จะร่วมทำศึกฟุตบอลโลกที่สเปนท่ามกลางเสียงคัดค้านจากทั้งสื่อและแฟนบอลทั่วประเทศด้วยเหตุผลที่ว่าพวกเขาไม่เชื่อว่า รอซซี่นั้นมีความพร้อมในการทำศึกที่คนทั้งชาติคาดหวังในครั้งนี้เพราะเขาเพิ่งได้กลับมาเล่นฟุตบอลเพียงเดือนเดียว หลังร้างผืนหญ้าไปถึง 2 ปี เบียร์ซอต นั้นโดนตั้งคำถามไม่น้อยถึงการตัดสินใจเลือกรอซซี่ ติดทีมชาติในครั้งนี้ และคำตอบเดียวที่เขามักจะมีให้กับสื่อในประเด็นนี้คือ“รอซซี่คือคนที่จะชี้เป็นชี้ตายให้ประเทศของเราได้”

 

เมื่อฟุตบอลโลก 1984 อุบัติขึ้น อิตาลีผ่านรอบแรกไปแบบชนิดที่เรียกได้ว่า หืดขึ้นคอโดยพวกเขาเสมอคู่แข่งถึง 3 นัด มี 3 คะแนนกระเสือกกะสนเข้ารอบแบ่งกลุ่มรอบที่ 2 ไปในฐานะอันดับ 2ของกลุ่ม โดยมีคะแนนเท่ากับทีมชาติแคมมารูนอันดับ 3 ของกลุ่ม เพียงแต่พวกเขามีประตูได้ที่ดีกว่าเท่านั้นเอง

รอซซี่นั้นถูกโจมตีจากสื่ออย่างหนักจากฟอร์มการเล่นที่ไม่ได้เรื่องในรอบแรกเขาได้รับโอกาสเป็นตัวจริงในทั้ง 3 เกมของรอบแรกแต่ไม่สามารถทำประตูได้เลย แย่ไปกว่านั้นเขาไม่มีบทบาทในสนามเลยแม้แต่น้อยสื่อต่างวิจารณ์เชิงด่าทอท่าทีของเขาในสนามว่าเหมือนคนไม่มีแรงบางสำนักถึงขั้นเปรียบเขาเหมือน “วิญญาณที่ล่องลอยในสนามฟุตบอล”ยิ่งตอกย้ำสิ่งที่เขาโดนตั้งคำถามตั้งแต่ก่อนการแข่งขันว่าเขานั้นไม่พร้อมสำหรับทัวร์นาเม้นที่สำคัญนี้และแน่นอนว่าคนที่โดนสื่อโจมตีหนักกว่ารอซซี่ หนีไม่พ้น เบียร์ซอต กุนซือที่เชื่อในตัวของเขา

ในช่วงเวลาที่กดดันที่สุดเบียร์ซอตและลูกทีมโดนสื่อร่วมชาติโจมตีอย่างหนักหน่วงทั้งข่าวจริงและข่าวปลอมสารพัดทำลายสมาธิของทั้งทีมงานและนักเตะจน เบียร์ซอต ต้องทำการประกาศ “แบนสื่อ” โดยที่ห้ามบุคคลใดในทีมให้สัมภาษณ์กับสื่อเลยและพยายามตัดสิ่งยั่วยุ ก่อกวนสมาธิออกไปเพื่อกลับไปโฟกัสกับเกมการแข่งขันในรอบต่อไป

 

ในรอบแบ่งกลุ่มรอบที่ 2 นั้น อิตาลีถูกไขว้มาอยู่ในกลุ่มที่โหดที่สุดร่วมกับ 2 ทีมเต็งจากทวีปอเมริกาใต้อย่าง อาร์เจนติน่า แชมป์เก่าเมื่อปี 1978 และ บราซิล ทีมที่สื่อแทบทุกสำนักและแฟนบอลทั่วโลกวางให้เป็นเต็ง 1ในการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งนี้ โดยทัพแซมบ้าชุดนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นชุดที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลบราซิลด้วยการเล่นเกมรุกที่มีสีสัน ดุดัน และเข้ากันอย่างลงตัว นำทัพโดย 3 ยอดดาวเตะอย่าง ซิโก้, โซเครติส และ ฟาลเกา

เรียกได้ว่าทั้งสื่อและแฟนบอลทั่วโลกนั้นกาชื่อทีมชาติอิตาลีออกจากการเข้ารอบไปเรียบร้อยตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่งไม่มีใครเลยที่คิดว่าอิตาลีนั้นจะสามารถเอาชนะทั้ง 2 ทีมสุดแกร่งนี้ผ่านเข้ารอบไปได้แต่หารู้ไม่ว่า “ตำนาน” ของฟุตบอลโลก 1982 กำลังจะเริ่มขึ้น

 

อิตาลีนั้นหักปากกาเซียนด้ามแรกด้วยการเอาชนะทีมชาติอาร์เจนติน่าด้วยสกอร์ 2–1จากการเล่นเกมรับที่มีวินัย สไตล์เขี้ยวลากดินในแบบของพวกเขา ปิดตาย2 ดาวเตะแห่งทัพฟ้าขาวอย่าง มาริโอ แคมเปสจอมทัพผู้พาทีมฟ้าขาวคว้าแชมป์โลกครั้งที่แล้ว และ ดาวรุ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุดณ ขณะนั้นอย่าง ดิเอโก้ มาราโดน่า ได้อยู่หมัด ถึงแม้เปาโล่ รอซซี่จะยังไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้ในเกมนี้แต่การเก็บชัยชนะนัดแรกของทีมได้นั้นเป็นการปลดคลายความกดดันให้กับเขาและเพื่อนร่วมทีมได้อย่างมาก และแล้วเกมที่เรียกได้ว่า “เกมแห่งชีวิต” ของ เปาโล รอซซี่ ก็มาถึงในเกมชี้เป็นชี้ตายนัดสุดท้ายของรอบ 2 ที่อิตาลีต้องพบกับทีมเต็งหนึ่งของรายการอย่างบราซิล สถาณการณ์มีอยู่ว่าอิตาลีนั้นต้องชนะเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เข้ารอบรองไปได้ในขณะที่ทัพแซมบ้าขอแค่ผลเสมอก็จะเพียงพอต่อการเข้ารอบตัดเชือก

 

“เกมแห่งชีวิต” ของ เปาโล่ รอซซี่ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 1982ณ สนามเอสตาดิโอ ซาเรีย ในเมืองบาร์เซโลน่าโดยประตูแรกของเกมนี้และเป็นประตูปลดปล่อย เปาโล รอซซี่ จากพันธนาการ เกิดขึ้นในนาทีที่5 ของเกม รอซซี่อาศัยจังหวะที่กองหลังเผลอ วิ่งไปยังจุดนัดพบที่เสาไกลโหม่งลูกเปิดของ คาบรินี่ แบ๊คซ้ายเพื่อนร่วมสังกัดม้าลายกลายเป็นประตูปลดล๊อคของเขาในทัวร์นาเม้นนี้แม้ทีมแซมบ้าจะตามตีเสมอได้ทันทีในนาทีที่ 12 จากการหลุดเข้าไปยิงของโซเครติส กัปตันทีม แต่เมื่อร่างที่แท้จริงของ รอซซี่ ถูกปลดแอกออกมาแล้วอะไรก็หยุดเขาไม่อยู่ รอซซี่ ทำประตูที่ 2 ของตัวเองและทีมได้ในนาที25 ด้วยการฉวยโอกาสจากความผิดพลาดในการส่งของกองหลังบราซิลรอซซี่ฉกบอลและหลุดเดี่ยวเข้าไปทำประตูให้ทีมอิตาลีขึ้นนำอีกครั้ง

หลังจากนั้น บราซิล ก็แสดงให้เห็นว่าทำไมพวกเขาถึงถูกยกให้เป็นเต็งแชมป์ในครั้งนี้ด้วยการโหมกระหน่ำบุกใส่ทัพอัซซูรี่แบบไม่มียั้งหวังที่จะตีเสมอ จนในที่สุดความพยายามของทัพแซมบ้าก็ประสบผลสำเร็จในนาทีที่ 68 จากลูกยิงหน้ากรอบเขตโทษของ ฟัลเกา เมื่อสกอร์กลับมาเท่ากันที่ 2-2 ทำให้ความได้เปรียบในการเข้ารอบกลับมาเป็นของบราซิลและความกดดันถูกผลักกลับมายังฝั่งกับทัพอัซซูรี่อีกครั้ง แต่อย่างที่กล่าวไว้ว่าเมื่อเกมนี้ถูกลิขิตให้เป็น“เกมแห่งเปาโล รอซซี่” ฉันใดเกมนี้ก็เป็นเป็นของเปาโล รอซซี่ ฉันนั้น รอซซี่สามารถทำประตูที่ 3 กลายเป็นแฮททริกของตัวเองได้ในนาทีที่ 74 จากการเปลี่ยนทิศทางลูกยิงของเพื่อนกลายเป็นประตูชัยให้ทีมชาติอิตาลีหักปากกาเซียนทั่วโลก โค่นเต็งหนึ่งบราซิลไปได้และผ่านเข้ารอบรองไปแบบเซอร์ไพรส์แฟนบอลทั้งโลก

เกมนี้นั้นถูกกล่าวขานกันว่าเป็น “เกมที่ดีที่สุด” เกมหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกฟุตบอลด้วยเสน่ห์จากการต่อกรกันของ 2 ศาสตร์ฟุตบอลขั้วตรงข้ามได้แก่ศาสตร์แห่งเกมรุกของบราซิล กับ ศาสตร์แห่งเกมรับของอิตาลีการช่วงชิงจังหวะความได้เปรียบในแต่ละช่วงของเกมที่พลิกไปพลิกมา ทำให้แฟนบอลทั่วโลกนั้นต้องลุ้นกันตั้งแต่นาทีแรกจนถึงนาทีสุดท้ายและ สิ่งที่เติมเต็มความเป็นคลาสสิคที่สุดของเกมนี้คือเรื่องราว “เปาโล รอซซี่” ชายผู้ที่เพิ่งกลับขึ้นมาจากหลุมดำของชีวิตชายผู้ที่โดนโจมตีอย่างหนักตั้งแต่ทัวร์นาเม้นยังไม่เริ่มจนถึงก่อนเกมนี้แต่ชายผู้เดียวกันนี้กลับเป็นวีรบุรุษของชาติพาทีมเข้ารอบปูทางสู่การคว้าแชมป์โลกเต็มตัว และอีกบุคคลที่จะไม่กล่าวถึงนั้นคือ เอ็นโซ่เบียร์ซอต โค้ชผู้เชื่อมั่นในตัวรอซซี่มาโดยตลอดจนสุดท้ายรอซซี่นั้นได้ตอบแทนความเชื่อใจนี้อย่างประเมิณค่ามิได้

รอซซี่ ได้ตอกย้ำว่าเขาคนเดิมกลับมาแล้วโดยในรอบรองชนะเลิศ เขาเหมาคนเดียวอีก 2 ประตูพาทีมอิตาลีเอาชนะทีมชาติโปแลนด์ไป 2-0 ผ่านเข้ารอบชิงไปพบกับทีมอินทรีย์เหล็กเยอรมันตะวันตก

ในรอบชิงชนะเลิศ รอซซี่รับบทเป็นฮีโร่อีกครั้งด้วยการทำประตูขึ้นนำให้กับทีมชาติอิตาลีด้วยการโฉบโหม่งในกรอบเขตโทษ ซึ่งตัวเขาเองได้พูดถึงประตูนี้ในภายหลังว่านี่คือประตูที่นิยามความเป็นนักฟุตบอลของเขาได้ดีที่สุดนั้นคือการใช้สัญชาตญาณในการหาโอกาสทำประตูตลอดเวลาเขาฉวยโอกาสเข้าไปในพื้นที่ที่กองหลังละเลย และใส่สกอร์สำคัญให้กับทีมชาติอิตาลี หลังจากประตูขึ้นนำของรอซซี่เพื่อนร่วมทีมของเขาช่วยกันทำอีกได้ 2 ประตูก่อนที่ทีมเยอรมันตะวันตกจะตีไข่แตกได้ในช่วงท้ายเกมจบเกมอิตาลีเอาชนะไปด้วยสกอร์ 3-1 คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3ของประเทศไปครองอย่างยิ่งใหญ่

จากการดาวเตะจอมวายร้ายในคดีสุดอื้อฉาวจนถึงการเป็นส่วนเกินของทีมชาติ รอซซี่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาและคำครหาต่างๆเหล่านั้นเขาเลือกที่จะพลิกเรื่องราวทั้งหมดและกำหนดชีวิตของเขาเอง จนสามารถสร้าง “ตำนาน” ที่พิเศษที่สุดบทหนึ่งให้แก่โลกฟุตบอล หากจะถามว่าตัว รอซซี่เองนั้นรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เขาได้ฝากไว้ คำกล่าวในบทสัมภาษณ์ของเขากับฟีฟ่าที่ว่า“มีเรื่องราวเป็นร้อยเป็นพันอยู่เบื้องหลังถ้วยใบหนึ่งมันมีชีวิตทั้งชีวิตอยู่ในนั้น”คงจะเป็นประโยคที่อธิบายได้ดีที่สุด มันเป็นชัยชนะที่มากกว่าฟุตบอลมันคือชัยชนะของชีวิตเขา

หลังจากสร้างตำนานให้กับทีมชาติอิตาลีได้สำเร็จรอซซี่ ยังคงค้าแข้งต่อไปอีกเป็น 5 ปีก่อนจะแขวนสตั๊ดในวัย 30 ปียุติเส้นทางของยอดดาวเตะด้วยเกียรติประวัติมากมายทั้งกับทีมชาติ สโมสร และรางวัลส่วนตัว

เปาโล รอซซี่ เสียชีวิตในวันที่ 9 ธันวาคม 2020 ด้วยโรคมะเร็งปอด ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ กับเอ็นโซ่ เบียร์ซอต โค้ชผู้คู่บุญของเขา

ถึงแม้ร่างกายจะจากโลกใบนี้ไปแล้วแต่ “ตำนาน” อันสวยงามที่พวกเขาได้สร้างไว้จะยังคงถูกกล่าวขานในโลกนี้ไปตลอดกาล

ผลการแข่งขันพรีเมียร์ลีก

Latest posts