June 10, 2021

“จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า” ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอินเตอร์ มิลาน (และ ยูเวนตุส เมื่อ 9 ปีก่อน) | TunGame

สำเร็จของอินเตอร์ มิลาน กัลโช่ เซเรีย อา | ทันเกม
4< mins

อินเตอร์ มิลาน คว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา ฤดูกาล 2020/2021 มาครองได้สำเร็จ ภายใต้การนำทัพของ อันโตนิโอ คอนเต้ หนึ่งในยอดกุนซือของวงการฟุตบอลในปัจจุบัน

นับเป็นการกลับมาคว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปีของพวกเขา หลังจากครั้งสุดท้ายที่พวกเขาสามารถคว้าถ้วย สคูเด็ตโต้ มาครองได้นั้น ต้องย้อนไปถึงฤดูกาล 2009/2010 ที่พวกเขาคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ได้ในยุคของ โชเซ่ มูรินโญ่ และที่สำคัญ การคว้าแชมป์ของอินเตอร์ มิลาน ในฤดูกาลนี้ ถือเป็นการปิดฉากความยิ่งใหญ่ของ ยูเวนตุส ที่ครองแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา มาอย่างยาวนานถึง 9 สมัยติดต่อกัน 

ทั้งความสำเร็จของอินเตอร์ มิลาน ในปีนี้ และจุดเริ่มต้นความสำเร็จของยูเวนตุส เมื่อ 9 ปีที่แล้ว นอกจากจะมี อันโตนิโอ คอนเต้ เป็นกุนซือผู้นำทัพของทีมเหมือนกันแล้ว ยังมีอีกหนึ่งบุคคลที่เรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้ง 2 ครั้งนี้อย่างแท้จริง

คนคนนั้นมีชื่อว่า “จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า”

“จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า” คือใคร?

จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า คือผู้บริหารทีมฟุตบอลมือฉมังแห่งวงการฟุตบอลอิตาลี ที่ปัจจุบันรับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการด้านฟุตบอลของ อินเตอร์ มิลาน โดยหน้าที่หลักของเขาคือการซื้อ-ขายนักเตะ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้แก่ทีมที่เขาทำงานให้ รวมถึงการเลือกตัวผู้จัดการทีมที่จะพาทีมไปสู่ความสำเร็จ ก็เป็นหน้าที่ของเขาเช่นกัน 

“จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า” มาจากไหน?

จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า ไต่เต้ามาจากฟุตบอลระดับล่างของประเทศ เขาเริ่มต้นอาชีพการบริหารทีมฟุตบอลในปี 1978 ตั้งแต่เขามีอายุเพียง 21 ปี

ในช่วง 20 ปีแรกของการเป็นนักปั้นทีม มาร็อตต้า วนเวียนรับจ้างปั้นทีมเล็กๆในลีกรองของอิตาลี มีทั้งประสบความสำเร็จในการปั้นทีมเลื่อนชั้นจาก เซเรีย ซี ขึ้นมา เซเรีย บี และมีทั้งล้มเหลวทำทีมตกชั้นจาก เซเรีย บี ลงไป เซเรีย ซี

มาร็อตต้า สามารถปั้นทีมที่เขาทำงานให้ขึ้นสู่เวที เซเรีย อา ได้เป็นครั้งแรกในปี 1998 โดยเขาบริหารให้ เวเนเซีย เลื่อนชั้นสู่กัลโช่ เซเรีย อา ได้สำเร็จ

ช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักและยอมรับในวงการฟุตบอลอิตาลีอย่างแท้จริงคือช่วงที่เขา รับหน้าที่เป็นผู้บริหารให้แก่ ซามพ์โดเรีย ในช่วงปี 2001 – 2010 เขาใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมาในวงการฟุตบอลกว่า 20 ปีในการพา ซามพ์โดเรีย เลื่อนชั้นจาก เซเรีย บี ขึ้นสู่ เซเรีย อา ได้ในปี 2003 และค่อยๆสร้างทีมให้แข็งแกร่งจนสามารถจบอันดับ 4 ของ เซเรีย อา ได้ในฤดูกาล 2009/2010

 

ในปี 2010 ด้วยผลงานการบริหารทีมอันโดดเด่นของ จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า ที่ซามพ์โดเรีย ทำให้เขากลายเป็นที่สนใจของ อันเดรีย อันเญลลี่ ประธานสโมสรคนใหม่ของ ยูเวนตุส ณ ขณะนั้น และในที่สุด อันเญลลี่ ก็จีบ มาร็อตต้า ให้ไปช่วยเขาบริหารทีมที่ ยูเวนตุส ได้สำเร็จ

ภายใต้การบริหารทีม ยูเวนตุส ของจูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า ระหว่างปี 2010 – 2018 ไอ้ม้าลายประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น กวาดแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา 7 สมัย, แชมป์โคปปา อิตาเลีย 4 สมัย และเข้าชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ถึง 2 ครั้ง นับเป็นการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ของ ยูเวนตุส อย่างแท้จริง หลังจากที่พวกเขาต้องตกชั้นไปกัลโช่ เซเรีย บี จากคดีล๊อคผู้ตัดสินในปี 2006

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ มาร็อตต้า ช่วยบริหารให้ ยูเวนตุส ให้ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย เขากลับไม่ได้รับการต่อสัญญาจากทีมในปี 2018 ทำให้เขายุติบทบาทกับ ยูเวนตุส ในช่วงเปิดฤดูกาล 2018/2019

อินเตอร์ มิลาน สบโอกาสทองนี้ และไม่รอช้าที่จะเชื้อเชิญนักปั้นทีมมือทองอย่าง มาร็อตต้า ให้มานั่งแท่นผู้บริหารแก่ทีมทันทีหลังจากที่เขาแยกทางกับไอ้ม้าลาย เป็นจุดเริ่มต้นของการทวงคืนแชมป์กัลโช่ เซเรีย เอ ที่พวกเขาห่างหายไปถึง 11 ปี

“จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า” มีผลงานอะไรบ้างที่ ยูเวนตุส และ อินเตอร์ มิลาน?

จุดเด่นของ จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า คือความเฉียบแหลมในการเลือกซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีม โดยนักเตะที่เขาเลือกซื้อมาให้ทีมนั้นสามารถสร้างความแตกต่าง และยกระดับให้ทีมได้เสมอ

ในช่วงแรกกับ ยูเวนตุส ในขณะที่ทีมไม่ได้มีงบมากนัก มาร็อตต้า สามารถดึงนักเตะคุณภาพเข้ามาเป็นแกนหลักของทีมได้ในราคาที่ถูกหรือฟรีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อันเดรีย ปีร์โล่ (ฟรี), ปอล ป็อกบา (ฟรี) อาร์ตูโร่ วิดัล (10ล้านยูโร), อันเดรีย บาร์ซาญี่ (6แสนยูโร), สเตฟาน ลิชท์สไตเนอร์ (10ล้านยูโร), คาร์ลอส เตเบซ (10ล้านยูโร), ปาทริซ เอฟรา (ฟรี), เฟอร์นานโด ญอเรนเต้ (ฟรี)

ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นแกนหลักในการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ของไอ้ม้าลายในช่วงปี 2011 – 2015 ทั้งสิ้น แสดงได้ถึงความชาญฉลาดในการเลือกนักเตะและการใช้เงินอย่างคุ้มค้าของ มาร็อตต้า

เมื่อมีงบมากขึ้นในช่วงปี 2015 – 2018 มาร็อตต้า ก็สามารถดึงนักเตะคุณภาพที่มีมูลค่าที่สูงขึ้นเข้ามาช่วยให้ ยูเวนตุส ล่าแชมป์ได้อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น เปาโล ดีบาล่า (32ล้านยูโร), มาริโอ มานด์ซูคิช (19ล้านยูโร) มิราเล็ม ปานิช (32ล้านยูโร), อเล็กซ์ ซานโดร (26ล้านยูโร), กอนซาโล่ อิกวาอิน (90ล้านยูโร), รวมไปถึงยอดดาวยิงตลอดกาลอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (100ล้านยูโร)

โดยนักเตะทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนมีส่วนสำคัญในการช่วย ยูเวนตุส ครองความเป็นเจ้าอิตาลี ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

มาร็อตต้า รู้ว่าการมีนักเตะคุณภาพอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อการทำให้ทีมประสบความสำเร็จ เขาเข้าใจถึงความสำคัญของการมีผู้จัดการทีมที่ดี และที่สำคัญกว่านั้นคือ เขารู้ว่าใครเป็นผู้จัดการทีมที่ช่วยให้ทีมของเขาประสบความสำเร็จได้

จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า คือคนแรกที่มอบโอกาสการคุมทีมใหญ่ให้แก่ อันโตนิโอ คอนเต้ ด้วยการมอบตำแหน่งผู้จัดการทีม ยูเวนตุส ให้เขาในปี 2011 ซึ่ง คอนเต้ ก็ไม่ทำให้ มาร็อตต้า ผิดหวัง ด้วยการพา ยูเวนตุส เป็นแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา ได้ถึง 3 สมัยติด ก่อนที่ คอนเต้ จะตกลงแนวทางในอนาคตกับสโมสรไม่ได้ และลาทีมม้าลายไปหลังจบฤดูกาล 2013/2014

ผู้จัดการทีมที่ จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า เลือกให้มาสานต่อความสำเร็จของ อันโตนิโอ คอนเต้ ที่ ยูเวนตุส ได้แก่ มัสซิมิเลียโน อัลเลกรี แม้จะเป็นอะไรที่ขัดใจแฟนม้าลายอย่างมากเพราะ อัลเลกรี

เพิ่งโดน เอซี มิลาน ปลดมาในฤดูกาลก่อนจากผลงานที่ล้มเหลว แต่ มาร็อตต้า กลับเลือกเขามาแทน คอนเต้ ที่เป็นที่รักของแฟนบอล

ท้ายที่สุด มัสซิมิเลียโน อัลเลกรี ก็พิสูจน์ให้แฟนบอลเห็นว่า มาร็อตต้า เลือกคนไม่ผิด โดยในช่วงปี 2014 – 2018 ที่ มาร็อตต้า กับ อัลเลกรี ทำงานร่วมกันที่ ยูเวนตุส พวกเขาคว้าแชมป์กัลโช่ ซีเรีย อา 4 สมัย, แชมป์โคปปา อิตาเลีย 4 สมัย, และเข้าถึงรอบชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ได้ถึง 2 ครั้ง

หลังจากการแยกทางของ มาร็อตต้า กับ ยูเวนตุส ในปี 2018 ยูเวนตุส แต่งตั้ง ฟาบิโอ ปาราติชี่ ซึ่งเป็นอดีตมือขวาของ มาร็อตต้า ให้ขึ้นมาทำหน้าที่แทน ซึ่งเห็นได้ชัดถึงแนวทางที่เปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงของ ยูเวนตุส

ภายใต้การบริหารงานของ ปาราติชี่ เขาเลือกจะปลด อัลเลกรี ผู้นำความสำเร็จมาให้สโมสรมากมายออกจากตำแหน่งกุนซือหลังจบฤดูกาล 2018/2019 แล้วเลือก เมาริซิโอ ซาร์รี่ เข้ามาทำหน้าที่แทนในฤดูกาล 2019/2020 ถึงแม้ ซาร์รี่ จะยังคงพาทีมได้แชมป์เซเรีย อา แต่สโมสรก็เห็นได้ถึงแนวทางการเล่นที่ถดถอยของทีม ทำให้ท้ายที่สุดพวกเขาก็ต้องเปลี่ยนผู้จัดการทีมอยู่ดี

ปาราติชี่ เลือก อันเดรีย ปีร์โล่ ตำนานกองกลางของทีมให้ทำหน้าที่เป็นหัวเรือของ ยูเวนตุส ในปี 2020/2021 ทั้งๆที่ ปีร์โล่ ไม่เคยมีประสบการณ์การคุมทีมเลย จนทำให้ท้ายที่สุดยูเวนตุส ต้องเสียบัลลังค์แชมป์กัลโช่ เซเรีย อา เป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี

และทีมที่สวนทางกับ ยูเวนตุส ที่ถอยหลังลงครอง ได้แก่ อินเตอร์ มิลาน ภายใต้การนำของ จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า อดีตผู้บริหารของ ยูเวนตุส เอง

ที่อินเตอร์ มิลาน มาร็อตต้า ยังคงทำสิ่งที่เขาช่ำชอง ได้แก่การเสริมทัพให้ทีมแกร่งขึ้น โดยตั้งแต่ ฤดูกาล 2019 ที่เขารับหน้าที่ซื้อผู้เล่นให้อินเตอร์ มิลาน มาร็อตต้านำเข้าผู้เล่นคุณภาพทั้ง โรเมลู ลูกากู, อัชราฟ ฮาคิมี, อาร์ตูโร่ วิดัล, นิโคโล่ บาเรลล่า เข้ามาเป็นตัวหลักที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นให้กับทีม และเสริมด้วยอดีตดาวเตะพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ทั้ง แอชลี่ย์ ยัง, อเล็กซิส ซานเชซ, คริสเตียน อีริกเซ่น

และที่สำคัญที่สุดคือการที่ มาร็อตต้า ดึงตัว อันโตนิโอ คอนเต้ กลับมาร่วมงานกับเขาอีกครั้ง ถึงแม้ในฤดูกาล 2019/2020 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกของ คอนเต้ กับ อินเตอร์ มิลาน จะจบแค่การเป็นรองแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา แต่ในที่สุดพวกเขาก็กลับมาทวงบัลลังค์ได้ในฤดูกาล 2020/2021

พูดง่ายๆว่า อินเตอร์ มิลาน แทบไม่ต้องคิดค้นวิธีใหม่ในการกลับมาครองแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา เลย เพียงแค่ดึงคนที่ช่วยให้ ยูเวนตุส กลับมายิ่งใหญ่อย่าง จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า มาทำแบบเดียวกันที่อินเตอร์ มิลาน ความสำเร็จก็ตามมาเอง 

จะพูดง่ายๆว่า อินเตอร์ มิลาน “ใช้วิธีของ ยูเวนตุส มาล้ม ยูเวนตุส” ก็ว่าได้

เรื่องราวของ จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่บ่งบอกได้ถึงความสำคัญของการมีผู้บริหารทีมที่ดี ที่จะพาทีมไปสู่ความสำเร็จ เพราะในโลกของฟุตบอลที่ทุกคนรู้ว่าการจะประสบความสำเร็จนั้น คุณต้องมีนักฟุตบอลและผู้จัดการทีมที่ดี แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเลือกนักฟุตบอลและผู้จัดการทีมที่ถูกต้องและเหมาะสมกับทีมได้เหมือนที่ จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า ทำ

ผลการแข่งขันพรีเมียร์ลีก

Latest posts