rivals
February 12, 2021

สุดยอด 5 เกมในความทรงจำ: “มูรินโญ่” vs “กวาร์ดิโอล่า”

2 mins

หากจะกล่าวว่า “โชเซ่มูรินโญ่” และ “เป๊ป กวาร์ดิโอล่า” คือ 2 ยอดปรมาจารย์โค้ชแห่งฟุตบอลในยุคนี้คงไม่มีใครเถียงเป็นแน่ และด้วยศาสตร์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงของของทั้ง 2 คน ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ฟุตบอลแทคติคเขี้ยวลากดินแผนการแพ็คเกมรับที่เหนียวแน่นอย่างการ “จอดรถบัส” ของมูรินโญ่ และสไตล์ที่เป็นต้นแบบเกมรุกที่ดุดันของฟุตบอลสมัยใหม่อย่าง “ติกิ-ตาก้า” ของ เป๊ปหากได้โคจรมาเจอกันเมื่อไหร่ เรียกได้ว่ามีอะไรให้ดูชมและพูดถึงแทบทุกเกม

ทั้งคู่ได้มีโอกาสประลองฝีมือกันมาแล้วถึง 24 เกมในช่วงเวลาประมาณ 12 ปีที่ผ่านมาโดยเป็นชัยชนะของมูรินโญ่ 7 เกม ชัยชนะของเป๊ป 10 เกม และเสมอกันไป 7 เกม

และเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนการเจอกันเป็นครั้งที่ 25 ของทั้งคู่ในเกมบิ๊กแมตช์ประจำสัปดาห์นี้ของศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบกับ สเปอร์ส ทันเกมขอรวบรวม “สุดยอด5 เกมในความทรงจำ” ที่ทั้งคู่ได้เคยดวลกันเมื่อในอดีต

 

5. บาร์เซโลน่า 5-0 รีลมาดริด (ลาลีกา สเปน, ฤดูกาล 2010/2011)

นี่คือศึก “เอลกลาซิโก้” เกมแรกของ โชเซ่ มูรินโญ่ ในฐานะผู้จัดการทีม รีลมาดริด และถือเป็นเกมที่น่าอับอายที่สุดเกมนึงในอาชีพการเป็นผู้จัดการทีมของน้ามูอีกด้วย

ทุกคนรู้ดีว่าเกม เอล กลาซิโก้ มีความหมายต่อแฟนบอลทั้ง 2 ทีมขนาดไหน ยิ่งในฝั่งแฟนบอลของทีม รีล มาดริดที่มีความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยมกับการเข้ามาทำทีมของยอดโค้ชอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ในทีมที่มีผู้เล่นระดับโลกมากมายทั้ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, ริคาร์โด้กาก้า, ชาบี้ อลานโซ่, เซร์คิโอ รามอสและอีกมากมาย เพราะฉะนั้นเรียกได้ว่าเกมนี้เป็นเกมที่ “ห้ามแพ้” สำหรับ รีล มาดริด แต่ลูกทีมของ น้ามู กลับแพ้ไปถึง 5-0 !!!

ลูกทีมของ เป๊ป เล่นงานลูกทีมของ น้ามูเละเทะไม่เป็นท่าทั้งในเรื่องของรูปเกมและผลการแข่งขัน โดยได้ประตูทั้ง 5 จาก ดาวิด บีญ่า 2 ประตู, ชาบี เอร์นานเดซ, เปโดร โรดริเกซ, และ เจฟเฟรน แถมช่วงท้ายเกม เซร์คิโอ รามอส ยังเบรกแตกเสียบขาคู่ใส่ลีโอเนล เมซซี่ โดนใบแดงไล่ออกจากสนามไปอีก เรียกได้ว่าเป็น เอล กลาซิโก้ครั้งแรกที่ไม่น่าจดจำเอาซะเลยของน้ามู

4. สเปอร์ส 2-0 แมนเชสเตอร์ซิตี้ (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ฤดูกาล 2019/2020)

เกมนี้เป็นครั้งแรกที่ มูรินโญ่ โคจรมาดวลกับ เป๊ปในฐานะที่เขาผู้จัดการทีม ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส และเป็นลูกทีมของมูรินโญ่ที่สามารถคว้าชัยไปได้ในเกมนี้

เรียกได้รูปเกมและผลการแข่งขันในเกมนี้ เป็นลายเซ็นของน้ามู โดยแท้จริง ด้วยรูปเกมที่โดนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของเป๊ปครองเกมเปิดเกมรุกเข้าใส่มากกว่า แต่ลูกทีมของน้าก็อดทน ตั้งรับอย่างเหนียวแน่นรอแค่โอกาสในการทำประตูให้มาถึง แล้วจบสกอร์ให้ได้มันให้ได้

โดยเหตุการณ์สำคัญในเกมนี้เริ่มตั้งแต่ครึ่งแรกที่ ฮูโก้ ยอริสสามารถเซฟลูกจุดโทษของ อิลคาย กุนโดกัน และหลังจากนั้นในนาทีที่ 60 ลูกทีมของเป๊ปต้องเหลือเพียง 10 คนเมื่อโอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ ได้รับใบเหลือที่สองจากการพยายามตัดเกมสวนกลับของสเปอร์สและลูกทีมของน้ามูก็มาได้ประตูขึ้นนำจากนักเตะใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวกับทีมอย่าง สตีเฟนเบิร์กไวจ์น ที่พักอกวอลเล่ย์หน้าเขตโทษเข้าไปอย่างสวยงามก่อนที่จะตอกฝาโรงด้วยประตูของ ซิน ฮึง-มิน จบเกมไปในสไตล์ของโชเซ่ มูรินโญ่

 

3. บาร์เซโลน่า 3-2 รีลมาดริด (สเปนิช ซุปเปอร์ คัพ นัดที่ 2,ฤดูกาล 2011)

เรียกได้ว่าเป็นเกมที่เชือดเฉือนกันได้มันส์และดุเดือดที่สุดตั้งแต่ 2 คน เคยทำทีมพบกันมาโดยสถาณการณ์ก่อนเกมนี้ทั้งคู่เสมอกันมา 2-2 ในบ้านของ รีล มาดริด ทำให้ บาร์เซโลน่าดูได้เปรียบเรื่องของประตูทีมเยือนอยู่นิดๆ

ในเรื่องของรูปเกมที่ต่างไม่มีใครยอมใครโดยเป็นบาร์เซโล่น่าที่ออกนำถึง 2 ครั้งด้วยประตูจากอันเดรส อิเนียสต้า และ ลีโอเนล เมซซี่ แล้วก็ถูกรีล มาดริด ไล่ตามตีเสมอได้ทั้ง 2 ครั้งจากประตูของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ คาริม เบ็นเซม่า ก่อนที่บาร์เซโลน่า จะมาได้ประตูชัยในนาทีที่ 88 จาก ลีโอเนล เมซซี่

นอกจากความเดือดในเกมการแข่งขันแล้ว อีกไฮไลท์สำคัญของเกมนี้คือความเดือดนอกเกมเพราะเกมนี้มีใบแดงถึง 3 ใบแดงเกิดขึ้นจากเหตุโกลาหลในนาทีสุดท้ายของเกมเมื่อ มาร์เซโล่ ของ รีล มาดริด เสียบขาคู่ใส่ เชสก์ ฟาเบรกาส เข้าดื้อๆต่อหน้าต่อตาซุ้มม้านั่งสำรองของทั้ง 2 ทีมทำให้นักเตะของทั้ง 2 ฝั่งเข้ามาตะลุมบอนกันพักใหญ่ก่อนผู้จัดสินจะแจก 3 ใบแดงให้กับ มาร์เซโล่ ผู้จุดชนวนและผู้ร่วมเหตุการณ์อย่าง เมซุต โอซิล และ ดาวิด บีญ่า

โดยหากยังจำกันได้ ระหว่างที่นักเตะและทีมงานของทั้ง 2 ทีม กำลังชุลมุนกันอยู่นั้น โชเซ่มูรินโญ่นั้นเดินเอานิ้วไปแหย่ตาของ ตีโต้ บีลาโนบา ผู้ช่วยของเป๊ป กวาร์ดิโอล่าถึงแม้จะถูกกล้องจับภาพได้จัดเจน แต่เมื่อผู้ตัดสินไม่เห็นเหตุการณ์ มูรินโญ่จึงรอดพ้นความผิดอย่างลอยนวล แต่นั้นก็ไม่ทำให้เขาชนะและคว้าถ้วย สเปนิช ซุปเปอร์คัพมาครองได้อยู่ดี

 

2. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-3 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ฤดูกาล 2017/1018)

นับเป็นอีกหนึ่งเกมคลาสสิคแห่งศึก “แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้แมตช์” โดยหากเกมนี้ลูกทีมของเป๊ป สามารถคว้าชัยในบ้านได้ พวกเขาจะกลายเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษทันที และที่จะฟินแฟนเรือใบสีฟ้าไปมากกว่านั้นคือการได้แชมป์ด้วยการชนะทีมอริร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่อยู่เป็นอันดับ 2 ของตารางอีกด้วย

เกมดูจะจบตั้งแต่ครึ่งแรก เมื่อแมนซิฯ ของเป๊ปออกนำไปถึง 2-0 ในครึ่งแรกด้วยประตูจากลูกโหม่งของ แวงซองต์ กอมปานีกองหลังกัปตันทีมและลูกยิงของ อิลคาย กุนโดกันเรียกได้ว่าแฟนเรือใบสีฟ้านั้นดีดดิ้น เตรียมฉลองแชมป์อย่างสุดฟินกันเต็มที่  

แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเปิดมาในครึ่งหลังโชเซ่ มูรินโญ่ ได้ทำการปรับหมากแก้เกม โดยคนที่มีส่วนสำคัญในเกมนี้ได้แก่ พอลปอกบา ของทีมปีศาจแดงที่มีบทบาทในเกมรุกมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังและสามารถสอดขึ้นไปทำได้ถึง 2 ประตูในนาทีที่53 และ 55 ก่อนที่จะเป็น คริส สมอลลิ่งที่ยิงประตูชัยเข้าไปในนาทีที่ 69 เรียกได้ว่าเป็นการคัมแบ็คที่สมบูรณ์แบบและ ทำลายงานฉลองแชมป์ของทีมเรือใบสีฟ้าแบบช๊อคแฟนบอลทั้งสนาม

 

1. บาร์เซโลน่า 1-0 อินเตอร์ มิลาน (ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก, ฤดูกาล 2009/2010)

นี่ไม่ใช่แค่เกมที่สุดยอดและคลาสสิคที่สุดที่ทั้งคู่เคยได้ดวลกันแต่มันยังเป็นเกมที่คลาสสิคที่สุดเกมนึงของประวัติศาสตร์ศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกอีกด้วยโดยเกมนี้เป็นเกมรอบรองชนะเลิศ นัดที่ 2 แข่งขันกันที่“คัมป์ นู” รั้งเหย้าของยอดทีมอย่างบาร์เซโลน่าหรือเรียกได้ว่าเป็น นรกทีมเยือน ของทุกทีมที่ต้องมาต่อสู้กับยอดทีมแห่ง “คาตาลัน” ที่สนามแห่งนี้ โดยก่อนเกมนี้จะเริ่มขึ้น ลูกทีมไอ้งูใหญ่ของมูรินโญ่ ถือความได้เปรียบจากผลการแข่งขันนัดแรกที่พวกเขาชนะบาร์เซโลน่าของเป๊ปมาได้ 3-1

รูปเกมเป็นไปตามคาด ลูกทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่าแชมป์เก่าของรายการที่ประกอบด้วยยอดนักเตะอย่าง ลีโอเนล เมซซี่, ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, ชาบี้ แอร์นันเดซ เปิดเกมรุกอันบ้าคลั่งที่พวกเขาถนัดใส่อินเตอร์ มิลาน ตั้งแต่นาทีแรก และเป็นลูกทีมของ มูรินโญ่ ที่ “จอดรถบัส”ขวางการเข้าทำของบาร์เซโลน่าตั้งแต่นาทีแรกเช่นกัน

ลูกทีมของมูรินโญ่ต้องเหลือเพียง 10 คนตั้งแต่นาทีที่ 28 เมื่อ ติอาโก้ม็อตต้า โดนใบแดงจากการเอามือไปโดนหน้า เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ ในจังหวะบังบอลทำให้รูปเกมเดินหน้าแบบ “วันเวย์”บาร์ซ่า พับสนามบุกใส่ อินเตอร์ ฝั่งเดียวเสียยิ่งกว่าเดิม เรียกได้ว่า อีก ประมาณ 70 กว่านาทีที่เหลือ น้ามูสั่งให้ลูกทีมเล่นรับกัน 10คนตลอดทั้งเกมเลยทีเดียว

จนแล้วคนรอด แม้บาร์ซ่าจะครองบอลได้มากกว่าถึง 86% ต่อ 14% มีโอกาสยิงถึง 20 ครั้งในขณะที่อินเตอร์มีโอกาสเพียง 1 ครั้ง ลูกทีมของเป๊ปก็ไม่สามารถทะลวงด่านแนวรับอันสุดหินของอินเตอร์ มิลาน ที่ประกอบไปด้วย ไมค่อน, ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ,วอลเตอร์ ซามูเอล, ลูซิโอ้, คริสเตียน คิวู และ นายด่านอย่าง ฮูลิโอ เซซาร์ เข้าไปทำประตูได้กว่าจะได้ประตูขึ้นนำก็ปาไปนาทีที่ 84 ได้ประตูจาก เคราร์ดปีเก้ แต่ก็ไม่ทันการ จบเกมถึงแม้ลูกทีมของเป๊ป จะเอาชนะไปได้ 1-0 แต่มันก็ไม่เพียงพอต่อการจะผ่านเข้าไปรอบชิง

เมื่อเสียงนกหวีดจบเกมดังขึ้นนักเตะอินเตอร์ มิลานและแฟนบอลของพวกเขาดีใจอย่างสุดเหวี่ยงราวกับว่าพวกเขาได้แชมป์แล้วและหนึ่งคนที่ดีใจได้บ้าคลั่งที่สุดจนเกิดเป็นเหตุการณ์ที่คลาสสิคที่สุดในประวัติศาสตร์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ได้แก่ “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” โชเซ่ มูรินโญ่ที่เจ้าตัววิ่งพล่านไปกลางสนามพร้อมกับชูสัญลักษณ์นิ้วชี้หนึ่งนิ้วขึ้นบนฟ้าและมองไปยังอัฒจรรย์ เป็นการประกาศกร้าวให้ทั้งโลกรู้ว่า เขานี่แหละของแท้เขานี่แหละ คือ “เดอะ สเปเชี่ยล วัน”ตัวจริง เป็นการกระทำสุดห่ามที่นอกจากเขา คงไม่มีใครทำอะไรแบบนี้อีกแล้ว

ผลการแข่งขันพรีเมียร์ลีก

Latest posts