June 27, 2021

7 คู่ชิง “ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก” ที่มาจากชาติเดียวกัน | TunGame

แชมป์จะเป็นของใครในศึก “ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก” รอบนี้ระหว่าง เชลซี และ แมน ซิตี้ | ทันเกม
2 mins

“ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก” ฤดูกาล 2020/2021ได้เดินทางมาถึงรอบชิงชนะเลิศเป็นที่เรียบร้อย โดยในศึกนัดชิงถ้วย “บิ๊กเอียร์” ปีนี้ เป็นการพบกันระหว่าง 2 ทีมจากประเทศอังกฤษ ได้แก่ “เชลซี” และ “แมนเชสเตอร์ ซิตี้” โดยทั้งคู่จะพบกันใน วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม 2021เวลา 02.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

 การพบกันระหว่าง“เชลซี” และ “แมนเชสเตอร์ ซิตี้” ในรอบชิงชนะเลิศศึก “ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก” ในฤดูกาลนี้ ถือเป็นครั้งที่ 8 ในประวัติศาสตร์ที่คู่ชิงทั้ง2 ทีม เป็นสโมสรที่มาจากประเทศเดียวกัน

ทันเกมขอพาท่านผู้อ่านย้อนรอย 7 คู่ชิง “ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก” ที่มาจากชาติเดียวกัน เพื่อเป็นการ “เรียกน้ำย่อย” ก่อนเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก ในสุดสัปดาห์นี้

 

1.      รีล มาดริด 3 – 0 บาเลนเซีย ( ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 1999/2000 )

 

เกมนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ตั้งแต่เริ่มมีการแข่งขันรายการนี้ในฤดูกาล 1955/1956 ที่คู่ชิงชนะเลิศมาจากประเทศเดียวกัน โดยเป็นการพบกันระหว่างทีมราชันชุดขาวรีล มาดริด และทีมไอ้ค้างคาว บาเลนเซีย 2 สโมสรจากประเทศสเปน

 แล้วก็เป็นรีล มาดริด ที่สามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก สมัยที่ 8 ของสโมสรไปครองได้สำเร็จ ไล่ถล่มทีมรวมชาติอย่าง บาเลนเซีย ที่เข้าชิงฟุตบอลรายการนี้เป็นครั้งแรกไปอย่างขาดลอย 3 – 0 โดยได้เหล่าดาวเตะของทีมชุดนั้นอย่าง เฟร์นานโดมอริเอนเตส, สตีฟ แม็คมานามาน และตำนานกองหน้าตลอดกาลของพวกเขาอย่าง ราอูล กอนซาเลซเรียงหน้ากันทำประตู

ชัยชนะในครั้งนี้ถือเป็นแชมป์รายการแรกในอาชีพการคุมทีมของบิเซนเต้ เดล บอสเก้ กุนซือผู้ที่พาทีมชาติสเปน คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2010

ส่วนบาเลนเซีย ที่อกหักตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้าชิงก็สามารถเข้าถึงรอบชิงได้อีกครั้งทันทีในฤดูกาลถัดมา(2000/2001)แต่ก็ต้องเจ็บปวดซ้ำสองเมื่อพวกเขาพ่ายต่อ บาเยิร์น มิวนิคในการดวลจุดโทษ และหลังจากนั้น บาเลนเซีย ก็ไม่สามารถทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้อีกเลย

 

2.      เอซี มิลาน*** 0 – 0 ยูเวนตุส ( ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2002/2003 )

( เอซี มิลานชนะการดวลจุดโทษ 3 - 2 )

 

ครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ที่ 2ทีมจากประเทศอิตาลี ได้โคจรมาดวลกันในรอบชิงของศึก ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก ตอกย้ำความเป็นยุคทอง กัลโช่ เซเรีย อา อย่างแท้จริง

 ทั้ง2ทีมจากแดนมักกะโรนี สู้กันได้สนุกสูสี มีโอกาสจวนไปเจียนมาทั้งคู่แต่ก็ไม่มีทีมไหนสามารถจบสกอร์ได้ทั้งในเวลาปกติ 90 นาทีและช่วงต่อเวลาพิเศษทำให้เกมต้องไปดวลกันที่การยิงจุดโทษแล้วก็เป็น เอซี มิลาน ที่แม่นโทษกว่า เอาชนะยูเวนตุส คว้าถ้วยบิ๊กเอียร์ สมัยที่ 6 ของสโมสรไปครองได้สำเร็จ

 สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดสำหรับยูเวนตุส ในเกมนี้คือการที่พวกเขาไม่สามารถใช้งาน พาเวล เนดเวดผู้เล่นที่ดีที่สุดของพวกเขาในฤดูกาลนั้นเนื่องจากติดโทษแบน

 ส่วนชัยชนะนัดนี้นอกจากจะเป็นการคว้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งแรกของ คาร์โล อันเชล็อตติในฐานะผู้จัดการทีมแล้ว ยังถือเป็นการล้างแค้นที่ อันเช่ เคยโดน ยูเวนตุส ปลดอย่างน่าอับอายในช่วงพักครึ่งของเกมสุดท้ายในกัลโช่ เซเรีย อา ฤดูกาล 2000/2001 สมัยที่เขาเคยคุมทีมไอ้ม้าลาย

 

3.      แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด*** 1 – 1 เชลซี ( ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2007/2008 )

( แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะการดวลจุดโทษ 6 - 5 )

 

เกมนี้ถือเป็นครั้งแรกที่2ทีมจากประเทศอังกฤษ โคจรมาพบกันในรอบชิงชนะเลิศของ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก โดยเป็นการพบกันระหว่างทีมปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและทีมสิงโตน้ำเงินคราม เชลซี

 เกมนี้มี“โมเมนต์สุดคลาสสิค” ของศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ได้แก่จังหวะที่ จอห์น เทอร์รี่ ตำนานกัปตันทีมของเชลซี “ลื่น” ในการยิงจุดโทษลูกที่ 5 ทำให้บอลชนเสาออกไป ทั้งๆที่หากเขายิ่งเข้า เชลซี จะคว้าแชมป์บิ๊กเอียร์ได้เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์สโมสรทันที และสุดท้าย เชลซีก็เป็นฝ่ายแพ้ไปแบบชอกช้ำสุดๆ

 คนที่ต้องขอบคุณฝนที่ตกอย่างหนักจนทำให้จอห์น เทอร์รี่ ลื่น คงเป็น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ที่ระเบิดฟอร์มอย่างบ้าคลั่งมาทั้งฤดูกาล รวมถึงโหม่งทำประตูขึ้นนำในนัดชิง แต่ดันเป็นคนที่ยิงจุดโทษไม่เข้าเกือบทำให้ทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อดคว้าแชมป์

 ส่วนฝันร้ายจอห์น เทอร์รี่ และแฟนเชลซี ก็ถูกชำระล้างได้ด้วยการคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เหนือบาเยิร์น มิวนิค ในฤดูกาล 2011/2012 ถึงแม้ว่าตัวเทอร์รี่ จะติดโทษแบนไม่ได้ลงช่วยทีมในนัดชิงกับ บาร์เยิน มิวนิค ก็ตาม

 

4.      บาร์เยิน มิวนิค 2 – 1 ดอร์ทมุนด์ ( ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2012/2013)

 

2 ทีมยักษ์ใหญ่จากประเทศเยอรมันที่แย่งชิงความเป็นหนึ่งในเมืองเบียร์ต้องมาพบกันในศึกชิงเจ้ายุโรปอย่าง ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2012/2013 และคนที่รับบทฮีโร่ในเกมนี้ได้แก่อาร์เยน ร็อบเบน ที่ทั้งจ่ายให้เพื่อนทำประตูก่อนที่เจ้าตัวจะซัดประตูชัยให้ทีมในนาทีที่ 89 ช่วยให้ทีมเสือใต้ บาร์เยินมิวนิค คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก สมัยที่ 5 ของสโมสรมาครองได้สำเร็จเสียทีหลังจากที่ต้องอกหักจากนัดชิงชนะเลิศรายการนี้ในปี 2010 และ 2012

เกมนี้ถือเป็นการคุมทีมเข้ารอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกของ เจอร์เก้น คล็อปป์ก่อนที่ยอดกุนซือจากประเทศเยอรมันจะสามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ครั้งแรกกับทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2018/2019

 

5.      รีล มาดริด 4 – 1 แอตเลติโก มาดริด ( ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2013/2014)

 

เกมนี้ถือเป็นครั้งแรกที่คู่ชิงชนะเลิศของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาจากเมืองเดียวกัน

แชมป์ทำท่าจะตกเป็นของทีมตราหมีแอตเลติโก มาดริด อยู่แล้วแท้ๆ แต่ฝันในการคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นครั้งแรกของพวกเขาก็ต้องสลายเมื่อ เซร์คิโอ รามอส รับบทวีรบุรุษชุดขาวโขกทำประตูตีเสมอให้ รีล มาดริด ได้ในนาทีที่ 90+3 กลายเป็น “ประตูคลาสสิค” พลิกสถาณการณ์และโมเมนตั้มให้ทีม ก่อนที่จะไปรัว แอตเลติโก มาดริด ในช่วงต่อเวลาพิเศษ4 – 1

แชมป์ครั้งนี้ทำให้ รีล มาดริด กลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถความแชมป์ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ถึง 10สมัย

นอกจากนั้นคาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือของ รีล มาดริด ยังทำสถิติเทียบเท่า บ๊อบเพสลี่ย์ ตำนานกุนซือของลิเวอร์พูลในฐานะผู้จัดการทีมที่สามารถคว้าแชมป์รายการนี้ได้ถึง 3 สมัย หลังจากที่อันเช่ เคยคว้าถ้วยบิ๊กเอียร์กับ เอซี มิลาน มาแล้ว 2ครั้งในปี 2003 และ 2007

 

6.      รีล มาดริด***1 – 1 แอตเลติโก มาดริด ( ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2015/2016 )

( รีล มาดริดชนะการดวลจุดโทษ 5 – 3 )

 

2ทีมคู่ปรับจากเมืองมาดริด หวนมาพบกันในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 ปี เกมได้ยืดเยื้อจนต้องไปดวลหาแชมป์ด้วยการยิงจุดโทษแล้วก็เป็น รีล มาดริด ที่แม่นโทษกว่าและสามารถย้ำแค้น แอตเลติโก มาดริดได้อีกครั้ง

การคว้าแชมป์ของ รีล มาดริด ในครั้งนี้ ทำให้กุนซือของทีมอย่าง ซีเนดีน ซีดาน กลายเป็นคนที่ 7 ในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ทั้งในฐานะผู้เล่นและผู้จัดการทีมโดย 6 คนก่อนหน้าเขาที่ทำได้ล้วนเป็นตำนานของวงการฟุตบอลกันทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น มิกูเอลมุนยอซ, จิโอวานนี ตราปัตโตนี, โยฮัน ครัฟฟ์, คาร์โลอันเชล็อตติ, แฟรงค์ไรจ์การ์ด และเป๊ปกวาร์ดิโอล่า

ส่วนความพ่ายแพ้ของ แอตเลติโก มาดริด ทำให้พวกเขาเป็นทีมแรกในประศาสตร์ที่มีโอกาสเข้าชิงฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ถึง 3 ครั้งแต่ไม่สามารถคว้าแชมป์ได้เลยหลังจากที่เคยอกหักจากรายการนี้เมื่อปี 1974 และ 2014

7.     ลิเวอร์พูล 2 – 0 ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2018/2019)

ทั้ง2ทีมจากประเทศอังกฤษ ผ่านรอบรองชนะเลิศมาอย่างเหลือเชื่อทั้งคู่ โดย ลิเวอร์พูลสามารถพลิกสถาณการณ์เอาชนะ บาร์เซโลน่า 4 – 0 ที่แอนฟิลด์หลังจากที่เกมแรกบุกไปแพ้ถึง 3 – 0

ส่วนท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ได้ ลูคัส มูร่า ช่วยยิงประตูชัยใส่ อาแจ็กซ์อัมสเตอร์ดัม ในวินาทีสุดท้ายของรอบรองชนะเลิศ คว้าตั๋วรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่าแชมเปียนส์ ลีก ให้ทีมไก่เดือยทองได้เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์สโมสร

นัดชิงชนะเลิศในวันนั้นเป็นของทีมหงส์แดงลิเวอร์พูล ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยพวกเขาได้จุดโทษตั้งแต่นาทีที่ 2 ของเกมและเป็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ซัดเข้าไปให้ทีมขึ้นนำ ก่อนที่มหาเทพดิว็อค โอริกี้ จะลงมาทำประตูปิดกล่อง 2 – 0 คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยที่ 6 ไปครองได้สำเร็จ การคว้าแชมป์ครั้งนี้นอกจากจะเป็นแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งแรกของ เจอร์เก้น คล็อปป์แล้ว ยังถือเป็นแชมป์รายการแรกที่เขาคว้าร่วมกับ ลิเวอร์พูลหลังจากที่เข้ามารับงานในถิ่นแอนฟิลด์ ตั้งแต่ปี 2015

 

ผลการแข่งขันพรีเมียร์ลีก

Latest posts